หัวข้อสนทนา
  • Wi Wanalee

    เพศ : ชาย
    อายุ : 1 ปี 3 เดือน
    น้ำหนัก : 10 Kg.
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    อยากจะเรียนถามค่ะว่า ลูกน้อยในวัยนี้เราสามารถสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคให้ติดตัวลูกรักของเราไปตลอดชีวิต ด้วยวิธีใดบ้างคะ
    พอดีดิฉันกำลังมองหาวิธีที่จะสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคให้กับลูกไว้ตั้งแต่เนิ่นๆค่ะ เขาจะได้เติบโตอย่างมีศักยภาพต่อไปค่ะ

    1ขวบ 3 เดือน เริ่มได้เลยค่ะ ใส่ความไว้ใจให้กับลูก ใช้ 2 เทคนิค คือ ชวนชม และแสดงความเข้าใจ ชมลูก เมื่อลูกอยู่ในอารมณ์ที่คับข้องใจ เสียใจ หรือโกรธ คุณแม่บอกลูกเลยว่าแม่รู้ว่าหนูกำลังโกรธ แม่เข้าใจและอย่าลืมอธิบายสาเหตุว่าทำไมหนูจึงโกรธ และแสดงพฤติกรรมต่างๆออกมา แม่รู้หนูไม่พอใจจึงตีแม่ แสดงความเข้าใจและไม่ตีกลับ แล้วหยุดอยู่แค่นั้น ไม่ต้องสอนเพราะเวลาที่เด็กอยู่ในอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ จะไม่ฟัง รอเวลาจนลูกสงบค่อยสอน

    เมื่อลูกอายุ 2 ปีครึ่ง- 3 ปี คุณแม่สามารถให้งานบ้านน้องได้ หรือฝึกการบริหารเวลา เช่น 6 โมงเย็น เราจะกินข้าวกัน ลูกต้องมาปูผ้ารองจาน แต่หน้าที่หลักของหนูเมื่อกลับจากโรงเรียน ต้องเล่น จัดกระเป๋า อาบน้ำ 3 สิ่งนี้ หนูจะทำอะไรก่อนหลังได้เลย แต่ 6 โมง เรามากินข้าวกัน คุณแม่มีหน้าที่แค่คอยกระตุ้นเตือน เช่น ลูกเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงหนูคิดว่าจะอาบน้ำทันหรือไม่ หรือถ้าลูกทำการบ้านนาน ถามลูกว่าการบ้านเยอะหรือยาก ทุกคำถามลูกจะใช้ EF หมด และแม่คอยอยู่ข้างๆลูกตลอด ความไว้ใจ การรู้สึกมีตัวตน ทำอะไรได้สำเร็จ ก็จะค่อยๆปรากฏ เป็นกำลังใจให้คุณแม่นะคะ

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Budsakorn Klubboonson

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ฝากคำถามค่ะ
    1.การสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคให้ลูกควรเริ่มได้เมื่อไรค่ะ
    2.ภูมิต้านทานอุปสรรคสำคัญกับเด็กในวัย 5 ขวบปีแรก มากน้อยเท่าไรค่ะ
    3.หากลูกมีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จะสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคให้เขาได้อย่าไรค่ะ
    ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

    1.เริ่มได้เลยค่ะ ถ้าลูกยังเล็ก อายุ 1-2 เดือน คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เทคนิคการพูดชม และแสดงความเข้าใจได้เลย เมื่อถึงเวลาที่ลูกทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่จะสามารถพูดชมได้โดยที่ไม่เขิน เพราะเทคนิคที่แนะนำจะขัดกับจริตของคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกการพูดชมจนชิน จะทำให้เราพูดชมลูกได้ง่ายขึ้น ไม่รู้สึกขัดเขิน เมื่อไรที่คุณพ่อคุณแม่ใช้คำชมเหล่านี้จนชิน ลูกเราก็จะได้ยินคำชมเหล่านี้ในสมอง เวลาที่เขาเจอคนอื่นก็จะสามารถชมคนอื่น แสดงความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่นได้เช่นกัน
    2.เด็กในช่วง 5 ขวบปีแรก ภูมิต้านทานอุปสรรคมีความสำคัญมาก เพราะถ้าลูกไม่มีภูมิต้านทานอุปสรรค (คือ การคิด สมองส่วน EF และความผูกพันหรือประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพ) ใช้แต่สมองส่วนอารมณ์ในการดำเนินชีวิตตลอดเวลา ลองคิดดูว่าลูกจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นใน 5 ขวบปีนี้ คุณพ่อคุณแม่พยายามทำให้ลูกใช้ EF ให้ได้และหน้าที่ของพ่อแม่ คือ ใส่ประสบการณ์ที่มีคุณภาพกับลูกให้มากพอ
    3.ร่างกายและจิตใจจะไปด้วยกัน ยิ่งลูกร่างกายไม่แข็งแรง อารมณ์จะหงุดหงิด งอแง ให้คุณพ่อคุณแม่ค่อยๆประครองอารมณ์ของลูก แสดงความเข้าใจ เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตนเองโดยมีคุณพ่อคุณแม่อยู่เคียงข้าง คอยชื่นชม แสดงความเข้าใจ คอยผ่อนอารมณ์ของลูก คำชื่นชมแสดงความเข้าใจ จะทำให้ลูกค่อยๆสะสมความภาคภูมิใจในตัวเอง เห็นว่าตัวเองสำคัญ มีตัวตน รู้ว่าตนเองสามารถทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ แม้ว่าร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรง คำชมของพ่อแม่จะทำให้ลูกมองตัวเองไปในทางที่ดีซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นแม้ว่าร่างกายจะไม่แข็งแรงแต่จิตใจก็แข็งแกร่งได้ และเมื่อลูกโตขึ้นเขาก็จะสามารถดูแลร่างกายของตัวเองได้

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Sirivate Sangkuna

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    สอบถามค่ะ หากลูกเราส่วนใหญ่อยู่กับคุณปู่คุณย่า มีเวลากับพ่อแม่น้อยมากเพราะต้องทำงาน ด้วยเวลาอันน้อยนิดที่มีนี้เราจะสามารถเสริมภูมิต้านทานต่ออุปสรรคให้เค้าในอนาคตได้อย่างไรบ้าง ให้ได้ผลดี แล้วเราจะสังเกตได้เมื่อไหร่ว่าสิ่งที่ทำไปได้ผลคะ

    1.ได้แน่นอน น้องโชคดีที่มีปู่ย่าเลี้ยงดูทำให้มีฐานที่มั่นทางใจ เมื่อคุณพ่อคุณแม่กลับมาบ้านให้ใช้เวลาเล่นกับลูกอย่างน้อย 10 นาที หากลูกอ้อน กอด หรือเหวี่ยง ให้แสดงความเข้าใจ กอดและชวนลูกเล่น ให้ลูกรู้ว่าในทุกๆวันเขาจะได้เล่นกับคุณพ่อคุณแม่ เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูก จะทำให้ลูกมีภูมิต้านทานอุปสรรคเกิดขึ้น ในทางกลับกันถ้าคุณพ่อคุณแม่กลับมาบ้านแล้วมีแต่คำถาม เช่น อาบน้ำหรือยัง กินข้าวกี่คำ ดื้อหรือเปล่า ความคิดถึงที่ลูกมีต่อพ่อแม่ก็จะหมดไปแห้งเหี่ยวไป

    2.จะทราบได้อย่างไรว่าได้ผลหรือไม่ ให้สังเกตได้จากสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่พูดหรือแสดงกับลูกแล้วลูกนำมาพูดหรือนำมาใช้กับคุณพ่อคุณแม่ได้ เช่น ลูกจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ เมื่อร้องไห้ปลอบแล้วลูกหยุดได้ เด็กจะต้องใช้ EF ในการยับยั้งชั่งใจ ควบคุมอารมณ์ นั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่าลูกเริ่มมีภูมิต้านทานอุปสรรคที่แข็งแกร่งแล้ว หรือสามารถทำงานในสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบได้ เช่น เล่นแล้วเก็บของเล่น ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลานอนก็นอน พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกว่าลูกมีภูมิต้านทานอุปสรรค

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • นังมาร ร้าย

    เพศ : ชาย
    อายุ : 6 ปี
    น้ำหนัก : 8กก., 7.6กก.
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกแฝดชาย อายุ 6 ปี น้ำหนัก 8กก. และ 7.6 โลค่ะ ดื่มนมรร.
    ตอนนี้มีลูกเล็กๆเพิ่มอีกคน อายุ 8 เดือน สังเกตุได้เลยว่า ลูกแฝดคนเล็กมักจะแอบทำตามน้อง เช่น อมผ้า ดูดนิ้ว นอนบนรถเข็น และไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง บางครั้งก็แกล้งร้องงอแง ไปรร.ก็จะเป็นเด็กเงียบๆ พูดเสียงเบาๆ ครูบอกว่าชอบทำเหมือนเด็กไม่มีแรง แต่จริงๆเป็นเด็กเรียนเก่ง อยู่บ้านพูดเก่งมาก บางครั้งฟ้องว่าถูกเพื่อนแกล้ง ควรจะทำอย่างไรดีค่ะ ตอนนี้ยอมรับเลยว่าเหนื่อยมาก เพราะลูกเล็กก็กำลังซน คู่แฝดก็กลัวแม่ไม่รักไม่ปกป้อง เครียดมากค่ะ

    1.ลูกมีพัฒนาการเลียนแบบน้องเล็ก การที่ลูกมีพฤติกรรมดังกล่าวต้องดูว่าเราดุลูกมากไปหรือไม่ หรือมีเวลาเล่นกับลูกน้อยไปหรือไม่ วิธีการแก้ไข คือ ลองแบ่งเวลาให้ลูกคนละ 10 นาที โดยใน 10 นาทีนี้แม่เป็นของเขาคนเดียว ชมและแสดงความเข้าใจลูกมากๆ เล่นกับลูกมากๆจะช่วยได้
    2.การที่ลูกบอกว่าเพื่อนแกล้ง
    2.1ให้ฟังลูกเล่าและแสดงความเข้าใจความรู้สึกของลูก บอกลูกว่าถ้าเป็นแม่ แม่ก็ไม่ชอบ ลูก6 ขวบแล้วถามว่าเพื่อนแกล้งแล้วหนูแก้ปัญหาอย่างไร ฟังลูกเล่า
    2.2 ถามลูกว่าอยากให้แม่ช่วยอย่างไร และลองถามว่าถ้าคราวหน้าเพื่อนแกล้งอีกหนูจะทำอย่างไร ถ้าตอบมาว่าบอกผู้ใหญ่ หรือเดินหนี ก็รับฟังลูก แต่ถ้าลูกไม่สามารถตอบได้ คุณแม่ก็อาจจะลองบอกวิธี เช่น ถ้าเป็นแม่ แม่จะทำอะไร แล้วถามเพิ่มว่าแล้วลูกชอบเล่นกับเพื่อนหรือไม่(บางทีเพื่อนแกล้งแต่ก็ยังเล่นด้วยกันอยู่) ถ้าลูกตอบว่าก็ยังชอบอยู่ อะไรที่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆไม่ถึงกับทำให้เจ็บตัว ไม่ได้ทำให้ข้าวของของลูก ของเพื่อน หรือของโรงเรียนเสียหายก็ปล่อยให้ลูกจัดการด้วยตัวของเขาเอง คุณแม่ฟังอย่างเดียว ไม่ต้องไปจัดการให้
    3.กรณีที่ลูกแฝดกลัวแม่ไม่รัก ไม่ปกป้อง การแบ่งเวลาให้ลูกแต่ละคน และเล่นกับเค้าบ่อยๆ การชื่นชมแสดงความเข้าใจจะช่วยได้

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • ttaya Kumma

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : 3 ขวบ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไฮคิว

    ลูกอายุ 3 ขวบคะ เวลาอยู่กับพ่อ แม่ จะทำอะไรไม่ค่อยเป็นเลย ต้องให้พ่อ แม่ทำให้ตลอด เช่นเวลากินข้าว พ่อ แม่ต้องป้อนถึงกิน แต่เวลาอยู่โรงเรียนกินเองได้ ไปสนามเด็กเล่นเพื่อนวัยเดียวกันหรือเด็กกว่า สามารถเล่นเองได้โดยพ่อแม่ไม่ต้องคอยเฝ้า แต่ลูกเราต้องให้เราเล่นด้วย แค่ยืนมองให้เค้าเล่นเองก็ไม่ได้ ต้องทำยังไงดีคะ กลัวลูกจะไม่ทันคนอื่นเค้า
    อีกเรื่องคะ น้องยังไม่ยอมนั่งโถเพื่ออุจจาระเลย เวลาปวดท้องอุจจาระจะวิ่งไปเกาะเสาแล้วยืนเบ่งพยายามให้นั่งโถไม่นั่งตัวเกร็งตลอด กดให้นั่งก็ไม่ยอมทำให้หลายครั้งถ่ายไม่ออก จะออกมานิดเดียวแบบเปื้อนกางเกงใน เป็นอยู่ประมาณ 2-3 วัน ถึงจะถ่ายออกมาก้อนใหญ่ๆ ได้คะ จะทำอย่างไรดีคะ

    1.ลูก3 ขวบ ยังไม่ได้อยู่ในวัยที่เล่นกับคนอื่นเป็น หากเล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกันก็เล่นไม่เป็นทั้งคู่ เด็กก็จะไม่สนุกจึงไม่อยากเล่น สำหรับเด็กคนอื่นที่เล่นกับเพื่อนได้ อาจจะเป็นเพราะมีทักษะหรือมีพื้นอารมณ์ที่ชอบเข้าสังคม ไม่อาย แต่ลูกของคุณแม่ต้องการความมั่นใจ การเล่นกับพ่อแม่ ให้ความรัก ความอบอุ่น ความไว้ใจ จะช่วยสอนทักษะทางสังคมให้ลูก เวลาเล่นกับคุณพ่อคุณแม่ ลูกจะได้ฝึกการรู้แพ้รู้ชนะ ฝึกที่จะยังยั้งชั่งใจ เมื่อลูกพร้อมก็จะตกลงและเล่นกับคนอื่นได้ การที่ลูกอยากให้ป้อนให้เล่นด้วย คือ การที่ลูกอยากได้รับความรัก ความไว้ใจ ความอบอุ่น แสดงว่าลูกยังขาดสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เวลาที่ลูกออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้ เพราะเขายังขาดความรัก ความไว้ใจ ความอบอุ่น เมื่อเติมเต็มสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ เขาก็จะออกไปเล่นกับเพื่อนได้

    2.การกดให้นั่งทำให้ลูกเกิดความวิตกกังวล การที่คุณแม่ฝึกให้ดีอยู่แล้วเสริมอีกนิด คือ ให้นั่งถ่ายอย่างไรก็ได้แต่ให้เท้าติดพื้นเพราะเท้าไม่ติดพื้นเด็กจะรู้สึกไม่มั่นคงไม่ปลอดภัย ถ้าเท้าไม่ติดพื้นให้หาเก้าอี้เล็กๆรองตรงเท้าลูก สร้างบรรยากาศในการนั่งถ่ายให้ผ่อนคลายโดยการอ่านนิทานหรือร้องเพลง ถ้าลูกไม่ถ่ายไม่ต้องกังวลให้กำลังใจลูกแล้วพาลูกออกจากห้องน้ำ พอเค้าปวดก็พาไปนั่งกระโถนหรือชักโครกถ่ายอีกและสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายเหมือนเดิมก็จะช่วยได้

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Chananpak Boonlert

    เพศ : ชาย
    อายุ : 5 ขวบ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    สวัสดีค่ะ น้องอายุ 5 ขวบชาย คุณแม่สังเกตว่าลูกเป็นเด็กอ่อนไหวมาก เซนซิทีพ จะสอนเขาอย่างไรค่ะ ให้เขาเข้มแข็ง

    ความเซนซิทิฟ คือ การที่เด็กมีพื้นฐานอารมณ์หลายๆแบบ ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกแข็งแกร่ง สิ่งเดียวที่คุณแม่ทำได้ คือ การแสดงความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจลูก เด็กหนึ่งคนจะโตขึ้นมาและมีความเข้มแข็งทางจิตใจได้ต้องอาศัยประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพเพียงพอ หมายถึงว่า ลูกได้ลองผิดลองถูกมาแล้วกลับไปบ้านมีคนช่วยแก้ไขปัญหา หากว่าทำอะไรได้มีคนร่วมดีใจ หากลูกเซนซิทิฟมากๆ คุณพ่อคุณแม่คอยให้กำลังใจ โดยใช้เทคนิคแสดงความเข้าใจและชวนชมได้ ที่สำคัญคนเราจะแข็งแกร่งได้ ไม่ได้เกิดจากการบอกหรือผลักลูกออกไป ให้เคารพในการตัดสินใจของลูกเวลาที่ลูกไม่มั่นใจหรือกลัว ให้คิดเสมอว่าเมื่อเขายังไม่ออกไปทำ แสดงว่าเขายังไม่พร้อม ให้บอกลูกว่าไม่เป็นไรเมื่อไรพร้อมค่อยทำ แต่ถ้าเมื่อไรลูกแสดงความแข็งแกร่ง แสดงความมั่นใจหรือแสดงอะไรให้กับพ่อแม่ดู คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะชมว่าแม่ชอบแบบนี้แทนการบอกว่า อยู่กับพ่อแม่ก็ดี แต่เวลาอยู่กับคนอื่นทำไมทำไม่ได้ ค่อยๆ ชมไปเรื่อยๆ เมื่อลูกเกิดความมั่นใจในตัวเองเขาจะทำได้

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • น้ำอุ่น ก้อนเมฆ

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ขวบกว่า
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    เราจะมีวิธีสอนหรือฝึกลูกแบบไหนให้ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ แสดงออกทางด้านรู้สึกต่างๆ ได้ตั้งแต่ลูกเริ่มรู้จักแสดงออกช่วงขวบกว่าๆค่ะ

    วิธีการ คือ แสดงความเข้าใจว่า "แม่รู้ว่าหนูเสียใจ" ลูกจะใช้คำว่า "เสียใจ" ทำความเข้าใจรับรู้อารมณ์ของตนเอง เมื่อแสดงความเข้าใจแล้วให้นั่งอยู่กับลูก ให้เวลาลูกในการลดอารมณ์ และในเวลาปกติคุณแม่ไม่เกรี้ยวกราด อารมณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ลูกอารมณ์ดีไปด้วย เป็นโรลโมเดลให้ลูกเวลาโกรธให้บอกว่าแม่โกรธ แม่พร้อมเมื่อไหร่จะมาคุยด้วย ทำให้ลูกรู้ว่าเวลาโกรธไม่ต้องกรี๊ด ไม่ทำลายข้าวของ
    กรณีที่ลูกโกรธ กรี๊ด โวยวายทำลายข้าวของให้กอดเค้าไว้แล้วบอกว่าแม่รู้ว่าหนูโกรธ หนูเลยขว้างแก้ว แม่เข้าใจ เดี๋ยวหนูพร้อมเมื่อไรเราค่อยคุยกันและรอเวลาเมื่อลูกสงบค่อยคุยกัน วิธีนี้จะช่วยให้ครั้งต่อไปลูกจัดการอารมณ์ได้เร็วขึ้น

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Orraya Onchimplee

    เพศ : ชาย
    อายุ : 4 ขวบกว่า
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    น้องอายุ 4 ขวบกว่า เพศชาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออกควรทำยังไง

    เวลาลูกไม่กล้าแสดงออกไม่อยากแสดงอะไรให้พ่อแม่แสดงความเข้าใจ เคารพในการตัดสินใจของลูกเวลาที่ลูกไม่มั่นใจหรือกลัว คุณพ่อคุณแม่ไม่พยายามผลักให้ลูกออกไปทำ เพราะยิ่งเราผลักออกไปลูกยิ่งไม่กล้า ให้คิดเสมอว่าเมื่อเค้ายังไม่ออกไปทำแสดงว่ายังไม่พร้อม สิ่งที่จะทำให้ลูกพร้อมได้ คือ เมื่อลูกรู้ว่าพ่อแม่เป็นพวกเดียวกันกับเขา การหาโอกาสให้ลูกแสดงความสามารถทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจะต้องแสดงความสามารถตามที่พ่อแม่คิด เช่น อาจส่งให้ลูกประกวดหรือโชว์อะไรสักอย่างเพื่อให้โอกาสลูกแสดง แต่ถ้าลูกบอกว่าไม่พร้อมก็คือไม่พร้อม แต่พยายามหาโอกาสมาให้เรื่อยๆ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าลูกจะพร้อมเมื่อไร วันหนึ่งลูกอาจจะอยากทำก็ได้คุณพ่อคุณแม่แค่รอเวลาที่ลูกพร้อมเท่านั้น

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • ม๋าม๊า ภูผา

    เพศ : ชาย
    อายุ : 3 ขวบ 10 เดือน
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    น้องอายุ 3 ขวบ 10 เดือน เด็กผู้ชาย เรียนอนุบาล 1 น้องชอบเอาพฤติกรรมเพื่อนมาใช้ เช่น การพูด การใช้กำลัง และชอบร้องเวลาไม่ได้อะไรดั่งใจ ควรแก้ไขยังไงดีคะ เป็นห่วงมากเลยคะ

    1.ถ้าพูดไม่เพราะ รอว่าถ้าพร้อมจะพูดกับแม่เมื่อไรให้มา แม่อยากฟัง แม่รอแทนการดุหรือตะคอกลูกว่า พูดดีๆสิ พูดแบบนี้กับแม่ไม่ได้นะ และในช่วงที่ลูกอยู่ในอารมณ์ปกติต้องสอนลูกเวลาที่พูดไม่เพราะ การที่พูดไม่เพราะถ้าจะใช้กับเพื่อนใช้ได้แต่กับแม่พูดไม่ได้ ที่บ้านเราต้องพูดครับ การฝึกแบบนี้ช่วยได้มาก

    2.การใช้กำลังเพื่ออยากได้ของ ให้บอกลูกว่าให้ใช้คำพูด แต่ถ้าใช้กำลังเวลาไม่พอใจแล้วทำร้ายเพื่อน ให้แสดงความเข้าใจ แต่เวลาที่ลูกไปตีหรือทำร้ายใครให้แม่ปลอบคนที่ถูกทำร้ายก่อนและบอกว่า ถ้าเป็นแม่ แม่จะไม่ทำหนูเลย หนูเจ็บตรงไหน จะเป็นการแสดงออกที่ว่า ถ้าลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจะไม่ได้รับความสนใจ เมื่อปลอบเด็กที่ถูกทำร้ายเรียบร้อยแล้วค่อยกลับมาพูดคุย แสดงความเข้าใจลูกว่าแม่รู้หนูโกรธ หนูพร้อมเล่นกับน้องหรือเพื่อนเมื่อไรหรือหนูพร้อมขอโทษเมื่อไรหนูบอกแม่ เดี๋ยวแม่พาไปขอโทษ

    3.ชอบร้องเวลาไม่ได้ดั่งใจ ก็ให้ใช้คำพูดว่าอยากได้อะไร หนูร้องแบบนี้แม่ไม่เข้าใจว่าหนูอยากได้อะไร

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • สันต์ สุขใย

    เพศ : หญิง
    อายุ : 1 ขวบ 6 เดือน
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    น้องอายุ 1 ขวบ 6 เดือน ซนมากเลยครับ คือ จะสอนยังไงดีครับ ไม่อยากตีลูก ผู้หญิงด้วย ครับ

    การที่ลูกซนหรือดื้อ คือ การที่พ่อแม่บอกแล้วลูกไม่ทำตาม เด็กซนเป็นเด็กฉลาด แสดงว่าลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง อยากจะทำอะไรด้วยตัวเอง สิ่งที่คุณพ่อจะทำได้ คือ ลูกอยากจะทำอะไรให้ถามแล้วอยู่กับลูกและจัดการเรื่องเวลาให้ เช่น บอกลูกว่า "เดี๋ยวเล่นเสร็จแล้วไปกินข้าว" และก่อนไปกินข้าวประมาณ 5 นาที ให้เตือนลูกว่าเหลืออีก 5 นาทีเราจะไปกินข้าวกันนะ หน้าที่ของคุณพ่อคือการจัดแบ่งเวลา ลูกซนได้ แต่จัดเวลาในการซน และฝึกการมีวินัยเล็กๆน้อย เช่น เล่นแล้วเก็บ เก็บแล้วได้ไปเล่น หรือพ่ออยากให้หนูไปเล่น เก็บเสร็จแล้วไปเล่นได้เลย ให้ช่วยเหลืองานบ้านเล็กๆน้อยๆ เช่น เป็นคนเก็บรองเท้าให้ทุกคนในบ้าน เป็นคนเตรียมเสื้อนอนให้พ่อแม่ การให้งานง่ายๆ จะช่วยเพิ่มความรับผิดชอบ ลดเวลาซนและถ้าคุณพ่อช่วยลูกแบ่งเวลาเด็กจะจัดความสำคัญเป็น

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Shina Abby

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ถามว่าลูกชอบตื่นนอนแล้วร้องให้หงุดหงิด ทําไงดีคะ

    เมื่อลูกตื่นแล้วร้องให้ ให้เข้าไปหาลูก พูดกับลูกด้วยเสียงที่นุ่มนวล เช่น ตื่นแล้วหรือลูก ถ้าเด็กยังไม่หยุดร้องก็ชวนเขาคุย บอกว่าคุณแม่อยู่ตรงนี้นะคะลูก อาจจะถามว่า ฝันร้ายหรือคะ ไม่ต้องกลัวนะคะ การปลอบเด็ก จะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ
    ที่สำคัญเมื่อไรที่เด็กตื่นมา แล้วไม่ร้องไห้ ควรจะชมเชยลูกด้วย จะช่วยแก้ปัญหาเวลาเด็กร้องไห้เพราะไม่เห็นใครตอนตื่นได้และเป็นการสอนเด็กให้รู้จักการรอคอยด้วย สอนให้เขารู้จักเรียกเวลาตื่นแทนการร้องไห้ค่ะ

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Bellutie Sawatpanich

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : 2 ขวบ 6 เดือน
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    เวลาลูกไม่พอใจชอบกรี๊ด ควรทำยังไงคะ อายุ 2 ขวบ 6 เดือนค่ะ

    พฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรมที่เด็กระบายอารมณ์ วิธีการแก้ไขให้แสดงความเข้าใจแล้วอยู่กับลูก และรอเวลาให้ลูกจัดการอารมณ์ เพราะถ้าไม่รอ คุณพ่อคุณแม่ดุลูกอารมณ์ของลูกจะขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าลูกไม่ให้กอดก็ไม่เป็นไร นั่งอยู่กับลูก ลูบหัว ตบบ่า ลูบหลัง พยายามบอกแม่รอหนู แม่รู้วาหนูกำลังโกรธหนูเลยร้องกรี๊ดโวยวาย เพื่อให้ลูกรับรู้อารมณ์ตนเอง เมื่อลูกสงบค่อยคุยกับลูก

    วิธีการคือ แสดงความเข้าใจว่า "แม่รู้ว่าหนูเสียใจ" ลูกจะใช้คำว่า "เสียใจ" ทำความเข้าใจรับรู้อารมณ์ของตนเอง เมื่อแสดงความเข้าใจแล้วให้นั่งอยู่กับลูก ให้เวลาลูกในการลดอารมณ์ และในเวลาปกติคุณแม่ไม่เกรี้ยวกราดอารามณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ลูกอารมณ์ดีไปด้วย เป็นโรลโมเดลให้ลูกเวลาโกรธให้บอกว่าแม่โกรธ แม่พร้อมเมื่อไรจะมาคุยด้วย ทำให้ลูกรู้ว่าเวลาโกรธไม่ต้องกรี๊ด ไม่ทำลายข้าวของ

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Nobale Priset

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    เวลาลูกไม่พอใจแล้วชอบใช้อารมณ์ ฉุนเฉียว ควรทำยังไงคะ

    กรณีที่ลูกโกรธ กรี๊ด โวยวายทำลายข้าวของให้กอดเขาไว้แล้วบอกว่าแม่รู้ว่าหนูโกรธ หนูเลยขว้างแก้ว หนูเลยกรี๊ด แม่เข้าใจ เดี๋ยวหนูพร้อมเมื่อไรเราค่อยคุยกันและรอเวลาเมื่อลูกสงบค่อยคุยกัน วิธีนี้จะช่วยให้ครั้งต่อไปลูกจัดการอารมณ์ได้เร็วขึ้น

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • สิริพร ยางสูง

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : 3 เดือนครึ่ง
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    อยากถามว่า "น้องได้ 3 เดือนครึ่ง แต่ยังไม่พลิกคว่ำค่ะ ทำยังไงดีค่ะ ส่งเสริมพัฒนาการตามช่วงวัยแล้ว แต่พัฒนาการอื่นๆไม่มีปัญหาค่ะ"

    ไม่ต้องกังวลใจนะคะ หากพัฒนาการอื่นๆปกติ เมื่อลูกคอแข็ง ชันคอได้แล้วการพลิกคว่ำของลูกจะตามมาเองค่ะ คุณแม่กระตุ้นพัฒนาการของน้องได้โดยการ
    1.นำของเล่นที่มีเสียงมาวางไว้ใกล้ตัวลูก หรือหยิบเล่นกับลูกให้ลูกได้หันดู ถ้าลูกใช้มือหยิบเล่นได้ลูกจะหันไปหันมาแล้วหยิบของได้เองค่ะ
    2.หัดให้ลูกนอนตะแคงตัวบ่อย ๆ หาผ้าหรือหมอนดันหลังลูกไว้ ถ้าลูกชินกับท่านอนตะแคงแล้วลูกจะพลิกตัวเป็นท่าคว่ำได้เร็วขึ้นค่ะ
    3.ถ้าลูกนอนตะแคงเล่นได้เองแล้วให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกด้วยการใช้มือดันลูกเบา ๆ ให้พลิกคว่ำได้
    4.ที่นอนของลูกที่มีความแข็งจะทำให้ลูกพลิกคว่ำได้ง่ายกว่าที่นอนนุ่ม ๆ เพราะที่นอนนุ่มจะทำให้ตัวและหัวของลูกจมไปกับฟูกนอนค่ะ

    Hi-Family Careline

  • Pim-on Phanomvan Na Ayudhya

    เพศ : ชาย
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ทารกแรกเกิด/เพศชาย คำถาม : วิธีสร้างพัฒนาการให้ทารกมีตัวตนคือทำอะไรบ้างค่ะ

    ถามว่าเด็กจะรู้ว่ามีตัวตนเมื่อไรนั้น ก็เมื่อเด็กมองกระจกแล้วรู้ว่าตัวจริงอยู่ข้างนอกและนั่นคือเงาของเขาในกระจก นักวิจัยได้ลองใช้เมจิกสีแดงป้ายที่จมูกเด็ก เมื่อเด็กดูกระจกแทนที่จะแตะที่กระจกเขาแตะที่จมูกตัวเอง แสดงว่าเขารับรู้การมีตัวตนแล้ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ เล่น คุย กอด อุ้ม มองหน้าตอนกินนมเด็กจะรู้ว่าเขามีตัวตน

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Sirivate Sangkuna

    เพศ : ชาย
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกชายสามขวบครึ่ง เวลาไม่พอใจชอบร้องโวยวายเสียงดัง และไล่ให้แม่ออกจากห้อง ให้ไปไกลๆ แต่พอเราออกจากห้องไปจริงๆ เค้าก็จะร้องเสียงดังขึ้น แต่ถ้าเราอยู่ในห้องบอกให้เค้าสงบ หรือพยายามจะกอดเค้า เค้าก็ร้องอยู่ดี แบบนี้ควรทำอย่างไรคะ

    พฤติกรรมดังกล่าวเป็นตัวอยางที่บอกว่าเด็กระบายอารมณ์ สิ่งที่ลูกพูดไม่ได้แปลว่าว่าลูกต้องการแบบนั้นจริงๆ วิธีการแก้ไขให้แสดงความเข้าใจแล้วอยู่กับลูก และรอเวลาให้ลูกจัดการอารมณ์ เพราะถ้าไม่รอ คุณพ่อคุณแม่ดุลูกอารมณ์ของลูกจะขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าลูกไม่ให้กอดก็ไม่เป็นไร นั่งอยู่กับลูก ลูบหัว ตบบ่า ลูบหลัง พยายามบอกแม่รอ หนูกำลังโกรธหนูเลยร้องกรี๊ดโวยวาย เพื่อให้ลูกรับรู้อารมณ์ตนเอง เมื่อลูกสงบค่อยคุยกับลูก

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Argim But

    เพศ : ชาย
    อายุ : 4 ขวบ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกชาย 4 ขวบ ชอบบอกรักแม่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนนอน จะพูดซ้ำๆ แสดงอาการกอด หอม บ่อยๆแบบนี้ มีผลดีผลเสียอะไรมั้ยคะ แม่สัมผัสได้ว่าเขาทำเพราะรักจริงๆ แต่ก็แอบคิดว่าเขาไม่มั่นใจในความรักแม่รึเปล่าถึงย้ำบ่อยๆ

    ไม่มีผลเสีย แม่ต้องลองดูตัวเองว่า มีเวลาอยู่กับลูก เล่นกับลูกมากน้อยแค่ไหน หากมีเวลากับลูกน้อย ก็เป็นไปได้ว่าลูกจะไม่มั่นใจในความรักที่พ่อแม่มีต่อเขา จึงหอม กอดบ่อยๆเพื่อเรียกความรัก แต่หากว่าอยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกัน มีเวลาให้กันมาก การที่ลูกหอม กอด บ่อยๆแสดงว่าเป็นเพราะลูกรักแม่จริงๆให้ขอบคุณ หอมตอบ กอด บอกว่าแม่ก็รักหนูเหมือนกัน

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Orraya Onchimplee

    เพศ : ชาย
    อายุ : 4 ขวบ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    น้องอายุ 4 ขวบกว่า เพศชาย น้องไม่อยากไปโรงเรียนไม่อยากทำการบ้านควรทำยังไง

    แสดงความเข้าใจเวลาที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียน ก็ไม่ต้องบอกว่าเป็นหน้าที่หรืออะไร ไม่ต้องปลอบหรือสอน แม่เข้าใจว่าหนูไม่อยากไปโรงเรียนหนูเลยร้องไห้ แต่คุณแม่ก็พาลูกไปส่งที่โรงเรียนเหมือนเดิม พูดในสิ่งที่ควรพูด แม่คิดถึงหนูเหมือนกัน เรียนเสร็จแม่ไปรับ ถ้าทราบว่ากิจวัตรประจำวันที่โรงเรียนของลูกมีอะไรบ้างเล่าให้เขาฟังแล้วบอกว่าทำกิจกรรมต่างๆเสร็จแล้วแม่มารับ เช่น หนูไปถึงโรงเรียนหนูเล่น เล่นเสร็จหนูกินข้าว กินข้าวเสร็จ หนูนอน ตื่นนอนเดี๋ยวเราเจอกันเลย
    ส่วนการทีไม่อยากทำการบ้าน ให้แสดงความเข้าใจ ให้สร้างแรงจูงใจ เช่น ทำการบ้านเสร็จแล้วไปเล่นกัน บอกหน้าที่ความรับผิดชอบของลูก หนูมีหน้าที่ทำการบ้าน อาบน้ำ แล้วก็เล่น 3 อย่างนี้ ทำอะไรก่อนหลังก็ได้ให้ลูกเลือก หน้าที่ของคุณแม่คือคอยกระตุ้นเตือนเรื่องเวลา เช่น หนูเล่นแล้วยังไม่ได้อาบน้ำ เหลืออีก1 ชม.หนูคิดว่าหนูจะอาบน้ำหรือทำการบ้านทันหรือไม่ ให้ลูกคิดตัดสินใจทำให้สมองส่วน EF ทำงาน ถ้าคุณแม่บังคับหรือสั่งจะยิ่งกระตุ้นสมองส่วนอารมณ์ ทำให้ลูกไม่อยากทำมากขึ้นเกิดการต่อต้าน

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • แม่นุช และน้องต้นหอม

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : 2 ขวบ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    2 ขวบกว่าพูดช้ามาก และ ควบคุมอารมณ์ยาก

    2 ขวบกว่ายังพูดได้ไม่เก่งเป็นปกติตามวัย การควบคุมอารมณ์ไม่ได้เป็นเพราะลูกยังพูดไม่เก่ง ลูกจึงยังสื่อสารบอกอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ จึงแสดงออกด้วยการร้องไห้ โวยวาย กรี๊ด ให้คุณแม่แสดงความเข้าใจบอกว่าคุณแม่เข้าใจว่าหนูโกรธ หนูจึงร้องไห้ กรี๊ด และบอกว่าแม่รอนะ เมื่อไรหนูพร้อมเราจะมาคุยกัน เมื่อทำแบบนี้บ่อย ๆ ลูกจะจัดการกับอารมณ์ได้ง่ายขึ้น
    กรณีลูกพูดช้าให้คุณพ่อคุณแม่เล่นและพูดกับลูกมากๆ เล่านิทาน เวลาที่ลูกอยากได้อะไรแล้วชี้ หรือส่งเสียงอืออาแล้วแม่เข้าใจความต้องการของลูก ให้แม่พูดก่อน เช่น หนูอยากได้น้ำใช่หรือไม่และกระตุ้นให้ลูกพูดก่อนที่จะหยิบของสิ่งที่ลูกต้องการให้ ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องภาษามากขึ้น

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Sirivate Sangkun

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    เวลาที่ลูกสงบจากอาการร้องไห้โวยวายแล้ว พยายามจะพูดคุยกับเค้าถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เค้าก็จะบอกว่าม๊าไม่ต้องมาสอน บางครั้งก็จะร้องไห้โมโหขึ้นมาอีก ต้องทำอย่างไรดีคะ รู้สึกว่าลูกเป็นคนที่อารมณ์ค่อนข้างรุนแรง เป็นห่วงว่าอนาคตเค้าจะเป็นคนขี้โมโห

    เวลาที่ลูกสงบแล้วพยายามเล่นกับลูกหรือเล่านิทาน สอนผ่านนิทานเล่าเรื่องให้ลูกฟัง หลังจากนั้นให้ถามถึงเรื่องราวของนิทานหรือเรื่องที่เล่าให้ลูกฟังแล้วถามลูกว่าถ้าเป็นลูกจะทำอย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วนิทานที่เล่าให้ลูกฟังเป็นเรื่องราวของลูกนั่นเอง กรณีที่ลูกบอกว่าไม่ต้องมาสอน เป็นไปได้ว่าเขาได้รับการสอนทั้งวัน เพราะฉะนั้นถ้าเพิ่มเวลาอยู่กับลูก เล่นด้วยกัน ชมลูกมากขึ้น ลูกจะยอมฟังคุณแม่มากขึ้น

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • อามีเน๊าะ นิยอ

    เพศ : ชาย
    อายุ : 1 ขวบ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    อยากทราบว่า เมื่อลูก เบื่ออาหาร ควรทำอย่างไรค่ะ
    ลูกชายค่ะ น้องอามีน 1ขวบ

    ให้ลูกเลือกอาหาร ปล่อยให้ลูกหิว ถ้ากินนมในปริมาณมากให้ลดนม ให้กินเป็นมื้อๆ หาอาหารที่หลากหลาย เนื้ออาหารให้เหมาะสม ไม่ละเอียดหรือหยาบเกินไป

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • PHung Wongpuapan

    เพศ : หญิง
    อายุ : 3 ขวบ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    เด็กผู้หญิง 3 ขวบ ชอบใช้กำลังเวลาไม่ได้ดังใจ ใจร้อนอยากได้ต้องได้เดี๋ยวนั้น บางครั้งแย่งจากมือไปเลยค่ะ จะแก้ยังไงดีคะ

    การใช้กำลังเพื่ออยากได้ของ ให้บอกลูกว่าให้ใช้คำพูด แต่ถ้าใช้กำลังเวลาไม่พอใจแล้วทำร้ายเพื่อน ให้แสดงความเข้าใจ แต่เวลาที่ลูกไปตีหรือทำร้ายใครให้แม่ปลอบคนที่ถูกทำร้ายก่อนและบอกว่า ถ้าเป็นแม่ แม่จะไม่ทำหนูเลย หนูเจ็บตรงไหน จะเป็นการแสดงออกที่ว่า ถ้าลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจะไม่ได้รับความสนใจ เมื่อปลอบเด็กที่ถูกทำร้ายเรียบร้อยแล้วค่อยกลับมาพูดคุย แสดงความเข้าใจลูกว่าแม่รู้หนูโกรธ หนูพร้อมเล่นกับน้องหรือเพื่อนเมื่อไรหรือหนูพร้อมขอโทษเมื่อไรหนูบอกแม่ เดี๋ยวแม่พาไปขอโทษ

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • Ploy Jirapan

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    เด็กหนึ่งเดือนสมองพัฒนาหรือยัง

    สมองของทารกนั้นพัฒนาตั้งแต่ในครรภ์แล้วค่ะ คุณพ่อคุณแม่ดูแลเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน ให้ความรักความอุ่นลูก เพื่อที่เด็กจะได้มีประสบการณ์ดีๆ ประสาทสัมผัสที่ดี เขาก็จะพัฒนา EF ได้

    Hi-Family Careline

  • Khwanrudee Anannawee

    เพศ : ชาย
    อายุ : 1.8
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    สวัสดีค่ะ น้องเพศชาย อายุ 1.8 ขวบ ตอนนี้เค้าจะมีความรู้สึกกลัว ระแวง ตกใจง่าย เช่น กลัวเสียงนาฬิกาตี กลัวเสียงดังๆ ทำอย่างไรให้เค้ามีความกล้าคะ และทำอย่างไรให้น้องเป็นเด็กกล้าแสดงออกค่ะ

    ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรที่เด็กจะกลัวผี กลัวฟ้าร้อง กลัวเสียงดัง เด็กในช่วงวัย 1-3 ปี จะเริ่มกลัวความมืด กลัวกิจกรรมแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต บางครั้งเด็กยังไม่สามารถแยกระหว่างความจริงและเรื่องสมมติได้ เด็กมีจินตนาการที่กว้างไกล และเขาใช้จินตนาการเหล่านี้ในการสร้างสรรค์ เทพธิดา นางฟ้า แม่มด รวมไปถึงสัตว์ประหลาดต่างๆที่ทำให้เขากลัวด้วย แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้น เขาจะเรียนรู้ที่จะแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนจริงและสิ่งไหนเป็นความเพ้อฝันได้ บางครั้งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กกลัวนั้นมาจากผู้ใหญ่ ที่ชอบหลอกเด็ก อย่าหลอกเด็กเพื่อให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ เพราะความกลัวนั้นจะติดตัวไปกับเด็กๆ และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วบางครั้งพวกเขาไม่สามารถกำจัดความกลัวนั้นออกไปได้ และจะเป็นผลเสียตามมา
    สำหรับการแก้ไข ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาพูดคุยกับลูก เล่นกับลูก การใช้เวลาในการทำกิจกรรมนอกบ้านหรือการออกกำลังกายก็สามารถทำให้เด็กมีความสบายใจขึ้นและขจัดความกลัวออกไปได้ ใช้วิธีพูดความจริง ไม่โกหก ไม่หลอก
    สำหรับเด็กขี้อาย ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่กล้าแสดงออก ให้พ่อแม่แสดงความเข้าใจ เคารพในการตัดสินใจของลูกเวลาที่ลูกไม่มั่นใจหรือกลัว คุณพ่อคุณแม่ไม่พยายามผลักให้ลูกออกไปทำ เพราะยิ่งเราผลักออกไปลูกยิ่งไม่กล้า ให้คิดเสมอว่าเมื่อเขายังไม่ออกไปทำแสดงว่ายังไม่พร้อม สิ่งที่จะทำให้ลูกพร้อมได้ คือ เมื่อลูกรู้ว่าพ่อแม่เป็นพวกเดียวกันกับเขา การหาโอกาสให้ลูกแสดงความสามารถทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจะต้องแสดงความสามารถตามที่พ่อแม่คิด เช่น อาจส่งให้ลูกประกวดหรือโชว์อะไรสักอย่างเพื่อให้โอกาสลูกแสดง แต่ถ้าลูกบอกว่าไม่พร้อมก็คือไม่พร้อม แต่พยายามหาโอกาสมาให้เรื่อยๆ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าลูกจะพร้อมเมื่อไร วันหนึ่งลูกอาจจะอยากทำก็ได้คุณพ่อคุณแม่แค่รอเวลาที่ลูกพร้อมเท่านั้น

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

  • อัจรากุล บุญมี

    เพศ : หญิง
    อายุ : 2 ขวบ 10 เดือน
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    สวัสดีค่ะ ลูกสาว 2 ขวบ 10 เดือน น้องอยู่เนอสเซอรี่ เวลาน้องไม่ได้ดั่งใจน้องจะนอน ปาของทิ้ง ร้องเสียงดัง มีวิธีเเก้ไขอย่างไรคะ

    เวลาที่ลูกไม่ได้ดั่งใจ โกรธ กรี๊ด โวยวาย ทำลายข้าวของ ให้กอดเค้าไว้แล้วบอกว่าแม่รู้ว่าหนูโกรธ หนูเลยขว้างของ หนูเลยกรี๊ด แม่เข้าใจ เดี๋ยวหนูพร้อมเมื่อไรเราค่อยคุยกันและรอเวลาเมื่อลูกสงบค่อยคุยกัน วิธีนี้จะช่วยให้ครั้งต่อไปลูกจัดการอารมณ์ได้เร็วขึ้น
    และในเวลาปกติคุณแม่ไม่เกรี้ยวกราด อารมณ์ดีอยู่เสมอ จะทำให้ลูกอารมณ์ดีไปด้วย เป็นโรลโมเดลให้ลูกเวลาโกรธให้บอกว่าแม่โกรธ แม่พร้อมเมื่อไรจะมาคุยด้วย ทำให้ลูกรู้ว่าเวลาโกรธไม่ต้องกรี๊ด ไม่ทำลายข้าวของ

    ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร