หัวข้อสนทนา
  • ริสา

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    คุณหมอค่ะ ลูกสาวคนเล็กอายุ 4 ปี เข้าโรงเรียนมาได้หลายเดือนแล้ว ตอนนี้ทุกเช้าจะต้องร้องไ้ห้ ไม่อยากไปโรงเรียน บอกว่า โรงเรียนเป็นที่กักขังเด็ก แต่คุณแม่ทั้งขู่ทั้งปลอบ ก็ยังไม่หาย บังคับกันทุกเช้า ทำแบบนี้จะทำให้ลูกเครียด ไม่มีความสุข พัฒนาการด้านอารมณ์ไม่ดี หรือเปล่าคะ

    เห็นใจทั้งคุณแม่และลูกนะคะ ลูกน้อยกำลังเข้าสู่การเป็นนักเรียนเต็มตัว ต้องอาศัยการปรับตัวไม่น้อยเลยค่ะ สิ่งที่คุณแม่ช่วยได้ คงต้องขอเปลี่ยนการทั้งขู่ทั้งปลอบ ให้เป็นการทั้งปลอบทั้งให้กำลังใจ เริ่มจากการรับฟังความรู้สึกของลูก แสดงความเห็นใจ ถามหาความหมายว่า ที่กักขังเด็ก คืออะไร เด็กมีประสบการณ์และเกิดความรู้สึกอย่างไรบ้าง บางเรื่องอาจจะเป็นสถานการณ์ที่เด็กแปลความผิดพลาด มองเห็นวินัยเป็นการควบคุมกักขัง บางเรื่องอาจจะเข้าใจว่า เป็นจินตนาการ ที่ผสมผสานไปกับข้อมูลเดิมๆ หรืออคติที่อาจจะมีอยู่ คุณแม่ลองช่วยลูกสาวทำความเข้าใจกับความเป็นจริงเหล่านั้น หากมีเรื่องที่ต้องการความเข้าใจหรือข้อมูลเพิ่มเติม ควรให้กำลังใจลูก และร่วมมือกับลูกในการปรึกษาคุณครูด้วยบรรยากาศที่ให้เกียรติกัน เช่น ถ้าหากลูกบอกว่า คุณครูไม่อนุญาตให้หนูไป........ ก็อาจจะถามลูกว่า น่าจะเป็นจากอะไร และถ้าหากลูกยังสับสน ไม่รู้ที่มา สามารถแสดงความมั่นใจกับลูกได้ว่า เดี๋ยวเราช่วยกันไปปรึกษาคุณครู และแม่จะช่วยหาข้อมูลมาบอกหนูนะคะ หากมีอะไรไม่สบายใจให้บอกแม่กับคุณครูได้ พร้อมทั้งชื่นชมในทุก ๆครั้งที่ลูกไปโรงเรียนได้อย่างมีความสุข และหาเวลานอกรอบรายงานให้ครูทราบถึงความกังวลของลูก และฝากครูให้กำลังใจ


    หลังจากดูแลเช่นนี้ผ่านไป 1เดือนแล้ว ลูกจะมีการปรับตัวและไปโรงเรียนได้ดีขึ้นค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • ปรีนยา

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    กำลังจะส่งลูกไปโรงเรียน เห็นเด็ก ๆ หลายคนร้องไห้งอแงมากตอนส่งไปโรงเรียนวันแรก ไม่ทราบทำอย่างไรดีค่ะ เราควรใช้เวลาอยู่กับลูกก่อนหรือกลับบ้านมาเลยดีคะ จะได้เตรียมตัวไว้ค่ะ

    เวลาเห็นเพื่อนของลูกๆร้องไห้ ลูกอาจจะมีท่าทีกังวลหรือมีสีหน้าไม่สบายใจได้ คุณแม่ควรยิ้มรับความกังวลของลูกนะคะ
    อาจจะอธิบายให้ลูกฟังได้ว่า เพื่อนๆคงไม่ชินกับโรงเรียน อาจจะตื่นเต้น สามารถแนะนำให้ลูกเข้าใจความรู้สึกของลูกและเพื่อนๆ หรือส่งเสริมให้เค้าคอยปลอบใจเพื่อนๆได้ด้วยท่าทีที่หนักแน่นมั่นคงของเราจะเป็นหลักให้กับลูก ทำให้ลูกเกิดความมั่นใจ และลูกจะเป็นหลักให้เพื่อนๆ อีกต่อหนึ่งได้
    เวลาส่งลูกที่โรงเรียน หากลูกมีสีหน้าหวั่นไหว วิตกกังวล คุณแม่สามารถสวมกอด หอมแก้มสักฟอด 2ฟอด แล้วยิ้มหวานบอกบ๊ายบายลูกได้เลย
    ไม่ควรมีท่าทีละล้าละลัง เพราะจะทำให้ลูกเกิดความวิตกกังวลมากขึ้น เมื่อละสายตาจากคุณแม่ หนูน้อยจะรู้จักวิธีปรับตัว และสนุกสนานกับบรรยากาศของโรงเรียนมากขึ้นค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • ลิลลี่

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูก 3 ขวบ เข้าเรียนมา 2 เดือน ไม่เคยมีปัญหา แต่พอเปลี่ยนครูน้องไม่อยากไป โรงเรียน คุณแม่ต้องทำยังไงดีคะ (คุณครูลาออกค่ะ)

    ช่วงการปรับตัวของเด็กเป็นเรื่องปกติที่อาจจะมีความกังวัลหรือความเครียด คุณครูเป็นคนสำคัญ อาจมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ คุณแม่สามารถช่วยลูกได้ด้วยการเพิ่มความใกล้ชิด ถามไถ่ถึงความรู้สึกดีๆของคุณครูคนใหม่ และรับฟังข้อหนักใจหรือความคิดถึงที่ลูกมีต่อคุณครูคนเดิม โดยทั่วไปภายใน 2-3 สัปดาห์ หากคุณครูไม่ได้มีจุดอ่อนที่รุนแรงจนเกินไป หนูน้อยจะปรับตัวได้และเริ่มผูกพันกับคุณครูคนใหม่ได้แล้วค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • wimonwan

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    พาลูกเข้าโรงเรียนตอนอายุ 3 ขวบจะเร็วไปไหมค่ะ

    โดยทั่วไปเกณฑ์เข้าโรงเรียน ชั้นอนุบาล1 จะอยู่ที่ อายุ3ขวบครึ่ง เป็นต้นไป แต่ตัวเลขนี้ก็มาจากพื้นฐานโดยเฉลี่ย สำหรับความวิตกกังวลจากความจากพรากของเด็กจะคลายตัวลง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ตายตัว ยังคงมีความยืดหยุ่น เด็กบางคน สามารถปรับตัวต่อการแยกจากพ่อแม่ได้ ตั้งแต่ก่อน3 ขวบ แต่บางคน อาจจะปรับตัวยากจนถึง 4ขวบเลยก็ได้ ดังนั้น การเลือกเข้าเรียนในช่วงอายุใดของลูกน้อย จึงยังมีองค์ประกอบอื่น ๆมากำหนดอีกหลายเรื่อง เช่น พื้นฐานและความพร้อม ,การสื่อสาร, การเข้าร่วมสังคมกับผู้อื่น, การช่วยเหลือตนเอง รวมทั้งข้อจำกัดต่าง ๆในการใช้ชีวิตของพ่อแม่

    และไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุเท่าใด คุณแม่ก็ควรเตรียมลูกให้พร้อมกับการเข้าโรงเรียน ด้วยการบอกเล่าเรื่องโรงเรียนล่วงหน้า ให้เด็ก มีความเข้าใจที่ดีต่อการไปโรงเรียน ให้ลูกได้ทราบว่า ลูกจะสนุกสนาน กับการเรียนรู้ ลูกจะมีเพื่อนใหม่ที่น่ารัก มีคุณครูที่ใจดี มีอุปกรณ์และเครื่องเล่นมากมาย ที่สำคัญ การไปโรงเรียน จะช่วยให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ เก่งและดีในอนาคต

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Berrymint

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    สอบถามคุณหมอค่ะ ลูกไปโรงเรียนแล้วอยู่ไม่นิ่งเลยอ่ะค่ะ ตอนเวลาคุณครูสอนก็เดินไปเดินมา เล่นตลอดค่ะ จะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไรบ้างคะ

    โดยปกติแล้ว คุณครูจะมีเทคนิคในการดึงความสนใจของหนูน้อยจอมซนอยู่แล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการจัดชั้นเรียนที่ห้องเรียนไม่ใหญ่มากเกินไป ให้หนูน้อยนั่งใกล้คุณครูหรือแถวหน้า พร้อมทั้งมอบหมายกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวไปมา หรือสร้างสรรค์ เช่่น เดินแจกสมุดให้เพื่อน หรือเดินเก็บงานมาส่งคุณครู
    นอกจากนี้คุณครูสามารถสอนให้เด็กเรียนรู้การควบคุมตนเอง เช่น นั่งอยู่กับที่ จากช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 5 - 10 นาที แล้วเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ เป็นครึ่งชม. หรือ 1 ชม. และมีการให้การชื่นชมหรือใช้พลังจากกลุ่มเพื่อนฝูง ให้เด็กมีความนิ่ง และมีวินัยได้มากขึ้น

    แต่ถ้าคุณครูสังเกตว่าน้องไม่นิ่ง จนแตกต่างจากเด็กคนอื่นมาก และคุณครูไม่สามารถจัดการได้ รวมถึงไม่มีสมาธิในการเรียนรู้ และอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคสมาธิสั้นหรือโรคอื่นๆที่รบกวนการเรียนรู้ของลูก ลองปรึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณครู และพิจารณาการปรึกษาคุณหมอ ตามความเหมาะสมนะคะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • ทิพย์เกษร จันทร์แจ

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกสาวตอนนี้อายุ 2 ขวบ 5 เดือน จะทำอย่างไรให้น้องเขาเลิกดูดขวดนมค่ะ เพราะน้องเขาติดขวดนมมาก ขนาดชงนมจางๆๆ สามช้อนกับน้ำแปดออนซ์ก็ยังดูด จะมีวิธีไหนให้เลิกได้ค่ะ อยากเลิกก่อนเข้า รร

    เห็นด้วยเลยค่ะที่ลูกวัย 2 ขวบครึ่งจะต้องเลิกดูดแล้ว โดยทั่วไปหลัง 1 ขวบ เราจะส่งเสริมให้เด็กดื่มนมจากแก้วเท่านั้น เพราะการดูดขวดจะมีผลต่อโครงสร้างปากและฟัน รวมถึงสุขอนามัยในช่องปาก จะมีผลนำไปสู่ภาวะฟันผุได้ การดูดนมจางๆสะท้อนว่าลูกไม่ได้หิวแต่ติดพฤติกรรมการดูดขวดยิ่งสะท้อนถึงความจำเป็นให้เลิกได้โดยเด็ดขาด คุณแม่ช่วยได้โดยให้ลูกฝึกการดื่มนมจากแก้วให้เก่ง ชื่นชม ให้กำลังใจทุกครั้งหลังจากการดื่มนมจากแก้วหรืออาจมีการให้รางวัลเป็นบางครั้งด้วยก็ได้ พิจารณาใช้วิธีการให้ลูกร่วมมือเก็บขวดนมไปบริจาคหรือกำจัดออกไป พร้อมให้เด็กเรียนรู้ว่าหนูโตแล้ว ไม่ต้องใช้ขวดนมอีกแล้ว แรกๆลูกอาจมีร้องไห้โยเย เพราะความเครียดที่ต้องห่างหายจากพฤติกรรมโปรดปรานของเค้า ให้คุณแม่กอด รับฟังความรู้สึก แต่ไม่ต้องตามใจ เมื่อหยุดร้องก็ชี้ชวนให้ทำพฤติกรรมสร้างสรรค์อย่างอื่น ตามปกติภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ลูกก็จะปรับตัวได้ ขอให้กำลังใจคุณแม่นะค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Koy Katoony

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ตอนนี้ลูกชายอายุ 2 ขวบ 3 เดือน กำลังจะให้เข้าเตรียมอนุบาลประมาณเดือนตุลาคมนี้ค่ะ ปัญหาคือ น้องชอบยืนถ่ายไม่ยอมนั่ง ทำทุกวิถีทางแล้วก็ไม่ยอมนั่ง เลยตัดสินใจให้ไปโรงเรียน เพราะคิดว่า โรงเรียนน่าจะฝึกให้เค้ามีระเบียบกว่าเดิม และอาจจะยอมนั่งถ่ายได้ แต่ก็แอบกังวลนิดๆ กลัวลูกจะโดนคุณครูตี แบบนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกวิธีหรือเปล่าคะ (น้องสามารถบอกฉี่ บอกถ่ายได้นะคะ แต่ไม่ยอมนั่งถ่าย)

    หากคุณแม่ เป็นผู้ฝึกลูกที่ดูไม่หนักแน่น มีความกังวลละล้าละลัง จึงได้ถ่ายโอนหน้าที่นี้ ให้โรงเรียนเป็นผู้ฝึกปรือลูกแทน การแก้ปัญหาเช่นนี้อาจจะลงตัวก็ได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม การฝึกให้ลูกมีพฤติกรรมที่เหมาะสมยังอาจมีอีกหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งหมายความว่าคุณแม่จำเป็นจะต้องเพิ่มความหนักแน่นในตนเอง เพื่อสร้างวินัยให้ลูกในเรื่องอื่น ๆอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากความหนักแน่นแล้ว การรับรู้และเข้าใจเหตุผล ที่ลูกไม่สามารถทำตามคำสอนของคุณแม่ได้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะหากลูกถูกบังคับให้ทำในพฤติกรรมที่ตนเองหวาดกลัวด้วยความเข้าใจผิดบางอย่าง การที่ลูกต้องอดทนทำเช่นนั้น อาจนำมาซึ่งพฤติกรรมดีเพียงชั่วคราว แต่สร้างความรู้สึกเก็บกดกับลูกในระยะยาวได้
    ดังนั้น ในประเด็นของการยืนถ่าย คุณแม่ควรสื่อสารให้ครูทราบถึงเรื่องนี้ เพื่อคุณครูจะได้มีโอกาส ซักถามและวางแผน ช่วยให้น้องแก้ไขความกังวลใจ และร่วมมือในการนั่งถ่าย ได้สมวัยค่ะ นอกจากนี้ คุณแม่เองก็สามารถเรียนรู้ความสำเร็จนี้จากสิ่งที่คุณครูสอนเพื่อนำไปปรับใช้ได้ค่ะ (เป็นกำลังใจให้คุณแม่นะคะ)

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • อุ้ม

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกสาวไม่อยากไปโรงเรียน ร้องไห้ตลอดเวลาค่ะ ทำไงดีค่ะ

    เด็กๆที่ปรับตัวยาก เมื่อมีความกังวล หรือต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิต มักแสดงออกด้วยการร้องไห้ และต้องใช้เวลาในการปรับตัวพอสมควร คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยน้องได้ โดยบอกเล่าถึงสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เช่น สถานที่ที่กว้างใหญ่ ของเล่นและอุปกรณ์ที่สนุกสนาน คุณครูใจดีและเพื่อนๆมากมาย
    การบอกเล่านั้น สามารถทำได้ในรูปแบบตรงๆ เช่น พาไปดูสถานที่ก่อนล่วงหน้า ให้เห็นบรรยากาศที่ดี มีโอกาสพูดคุยกับพี่ๆที่กำลังเล่นกันสนุกสนาน หรือการเล่าผ่านนิทาน การละเล่น เช่น การเล่นหุ่นมือ หรือ การวาดรูป ความเข้าใจที่ดีต่อโรงเรียนจะช่วยให้ลูกนึกรักและอยากไปโรงเรียนเป็นทุนอยู่ก่อน ซึ่งถือเป็นภูมิปกป้องที่จะช่วยให้ลูกจัดการความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น และช่วงแรกของการไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใกล้ชิดมากขึ้น โดยไปรับลูกให้ตรงเวลา อย่าปล่อยให้คอยนาน รับฟังทั้งเรื่องสนุก และความกังวลใจของลูก พร้อมให้คำแนะนำในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณครูและเพื่อนๆของเค้า ลูกก็จะสนุกกับการไปโรงเรียนมากขึ้น และร้องไห้น้อยลงเองค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Chaweewan Kongchoksamai

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกชายคนโตกำลังจะไปโรงเรียนเดือนตุลาคมนี้แล้วค่ะ กังวลเรื่องการเจ็บป่วยจากโรงเรียน เห็นลูกเพื่อนหลายคนตอนนี้ติดโรคต่างๆ กลับมาจากโรงเรียนแล้วหวั่นใจค่ะ

    1. เราสามารถป้องกันโรคภัยจากโรงเรียนให้ลูกได้อย่างไรบ้างคะ
    2. จะต้องปรับการเลี้ยงดูอย่างไร ให้ลูกชายคนเล็ก(อายุ 3 เดือนกว่า) ติดไข้จากลูกชายคนโตให้น้อยที่สุด

    การเริ่มไปโรงเรียนเป็นการเปิดประตูชีวิตออกไปเรียนรู้โลกกว้างที่มีสิ่งใหม่ๆมากมาย รวมถึงเชื้อโรคตัวใหม่ๆที่ลูกไม่คุ้นเคยด้วย เชื่อไวรัสหลายชนิดสามารถทำให้ลูกเจ็บป่วยในรูปแบบของไข้หวัดและทางเดินอาหารอักเสบได้ เพื่อที่เค้าจะมีภูมคุ้มกันต่อเชื้อเหล่านี้ต่อไปในอนาคต
    1. เราสามามรถป้องกันการติดเชื่อต่างๆในโรงเรียนให้ลูกได้ด้วยการให้ลูกรับประทานอาหารให้ถูกส่วน เล่น ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นการเตรียมพื้นฐานร่างกายให้พร้อม เมื่อป่วยจะไม่รุนแรงจนเกินไป นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยง ไม่คลุกคลี่กับคนที่น้ำมูกไหล ไอ จาม ไม่สบาย การล้างมือ การกินอาหารที่สะอาด ไม่ขยี้หน้าตาตัวเอง และเชื่อฟังกฎกณฑ์ด้านสุขอนามัยของโรงเรียนและคุณครู
    2. ในทารกอายุ 3 เดือน มักมีภูมิคุ้มกันจากคุณแม่ตั้งแต่แรกคลอดอยู่แล้ว โอกาสติดเชื้อและมีอาการป่วย มักไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามหากลูกคนโตไม่สบาย ควรแยกเด็กสองคนออกจากกันสักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะในระยะแพร่เชื้อ ระวังการปนเปื้อนของเสมหะ หรือการแตะเนื้อต้องตัวกันซึ่งอาจเกิดการถ่ายทอดเชื้อได้ง่าย โดยทั่วไปกลไกด้านสุขอนามัยพื้นฐานก็เพียงพอต่อการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อโรคสูู่กันและกันได้แล้วค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • แม่นุ่น

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ขอสอบถามค่ะ ลูกสาวปัจจุบันอายุ2ปี2เดือน เป็นเด็กขี้กลัวค่ะ ไม่ค่อยสังคมกับคนแปลกหน้าค่ะ จะสอบถามว่า
    คุณแม่กะจะให้น้องเข้าเรียนตอนอายุ2ปีครึ่ง จะดีไหมค่ะ อยากให้น้องลองปรับตัวเข้าสังคมกับเพื่อนๆได้

    การเตรียมตัวลูกในกลุ่มสังคมเล็ก ๆ จะช่วยให้หนูน้อยขี้กลัวปรับตัวได้ง่ายขึ้นค่ะ หากลูกสามารถได้พบปะ และเล่นกับเด็ก ๆ ในวัยเดียวกัน ที่เป็นกลุ่มญาติหรือเพื่อนบ้านโดยที่มีผู้ใหญ่ใจดีอยู่เป็นเพื่อน นั่งมองและชื่นชมเด็ก ๆที่กำลังเล่นด้วยกันได้อย่างมีความสุข ประสบการณ์เข้าสังคมกับเพื่อนใหม่ภายใต้ความอุ่นใจที่มีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ จะช่วยให้ลูกสาว มั่นใจ เดินหน้า รู้จักกับเพื่อนใหม่ ๆได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีคำชมหรือรางวัลจากคุณแม่ที่มั่นใจ ในความสดใสและความเป็นมิตรของตัวลูกสาว ที่จะเป็นที่รักของเพื่อน ๆในอนาคตจะผลักดันให้ลูก เข้าสังคมได้ดีมากยิ่งขึ้น
    ส่วนเรื่องอายุ 2 ปีครึ่งนั้น ยังคงเป็นวัยที่มีความกังวลจาก ความจากพราก จากคุณพ่อคุณแม่พอสมควร ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมใจกับท่าทีโยเยในช่วงแรกของการไปโรงเรียนบ้างนะคะ แนะนำให้คุณแม่อ่านข้อความรู้จากคำตอบข้ออื่น ๆในการสนทนาสดครั้งนี้ เพื่อประยุกต์และนำไปใช้ เตรียมตัวให้พร้อมกับการเข้าโรงเรียนและ เรียนรู้โลกใหม่กับเพื่อนๆ ของลูกสาวต่อไปค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Petch Mahachitsattaya

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกอายุ2ขวบกำลังจะเข้าเตรียมอนุบาลทำอย่างไรถึงจะทำให้แกอยากไปโรงเรียนครับ
    เป็นห่วงว่ากลัวจะร้องเพราะไม่เคยห่างพ่อแม่เลยครับ

    เด็กที่ไม่เคยห่างพ่อแม่ ย่อมมีความวิตกกังวลและแสดงออกด้วยการร้องไห้ได้ค่ะ ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องก้าวข้ามต่อไป คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยน้องได้ โดยบอกเล่าถึงสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เช่น สถานที่ที่กว้างใหญ่ ของเล่นและอุปกรณ์ที่สนุกสนาน คุณครูใจดีและเพื่อนๆมากมาย
    การบอกเล่านั้น สามารถทำได้ในรูปแบบตรงๆ เช่น พาไปดูสถานที่ก่อนล่วงหน้า ให้เห็นบรรยากาศที่ดี มีโอกาสพูดคุยกับพี่ๆที่กำลังเล่นกันสนุกสนาน หรือการเล่าผ่านนิทาน การละเล่น เช่น การเล่นหุ่นมือ หรือ การวาดรูป ความเข้าใจที่ดีต่อโรงเรียนจะช่วยให้ลูกนึกรักและอยากไปโรงเรียนเป็นทุนอยู่ก่อน ซึ่งถือเป็นภูมิปกป้องที่จะช่วยให้ลูกจัดการความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น และช่วงแรกของการไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใกล้ชิดมากขึ้น โดยไปรับลูกให้ตรงเวลา อย่าปล่อยให้คอยนาน รับฟังทั้งเรื่องสนุก และความกังวลใจของลูก พร้อมให้คำแนะนำในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณครูและเพื่อนๆของเค้า ลูกก็จะสนุกกับการไปโรงเรียนมากขึ้น และร้องไห้น้อยลงเองค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • จ๊อด กุลพร

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    รบกวนสอบถามครับ น้องเกิดก่อนกำหนดออกมา2000กรัม ตอนนี้น้องอายุ2ปี5เดือน นน.ตอนนี้11กก.สูง87ซม.น้องผมยาวช้ามากคับด้านการพูดได้เร็ว2ขวบก็ท่องก.ไก่เอบีซีได้แล้ว ตอนนี้น้องติดดูการตูนควรทำอย่างไร อยากให้น้องมีสมาธิเพิ่มควรทำอย่างไรและอยากให้น้องน้ำหนักเพิมกับความสูงควรทำอย่างไร

    การติดการ์ตูนเป็นอุปสรรคสำคัญของการสร้างสมาธิเลยค่ะ ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน วิธีที่ดีที่สุดควรส่งเสริมให้น้องทำกิจกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา การพูดคุย การอ่านหนังสือ หรือฟังนิทาน และการดึงดูดให้น้องทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ดี คือ คุณพ่อคุณแม่ ให้ความสนใจและร่วมเล่นด้วยสม่ำเสมอ การละเล่นในหลายๆรูปแบบ จะเป็นสิ่งที่เพิ่มสมาธิให้น้องด้วย เช่น การเล่นเตะฟุตบอล น้องจะจดจ่อกับลูกฟุตบอลที่กลิ้งจากปลายเท้า การตีแบต น้องจะคอยดูลูกแบตที่ข้ามไปมา การว่ายน้ำ น้องจะคอยนับหรือสังเกตว่าว่ายน้ำไปถึงส่วนไหนแล้ว การอ่านหรือฟังนิทาน ถือเป็นกิจกรรมที่เพิ่มสมาธิได้มาก โดยคุณพ่อคุณแม่ สามารถเพิ่มสมาธิด้วยการเพิ่มความยาวของเรื่องให้นานขึ้น และชี้ชวนไปตามตัวหนังสือ ซึ่งแม้จะอ่านไม่ออกแต่ลูกจะเข้าใจ ว่านี่คือรูปแบบของการอ่าน นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้น้องอยู่ตามลำพังอย่างเบื่อหน่าย จนต้องหันหน้าเข้าหาการ์ตูนเป็นที่พึ่ง พร้อมกันนั้่นไม่ควรพาน้องไปอยู่ในที่วุ่นวาย อึกทึกครึกโครม ซึ่งจะทำให้สมาธิการเรียนรู้ของ
    น้องถูกรบกวนได้มาก
    เรื่องน้ำหนักและส่วนสูง ขอให้คุณพ่อคุณแม่จัดอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการเหมาะสมที่สำคัญส่งเสริมให้มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดี หลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบ ชื่นชมและให้กำลังใจในการทานอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ไข่ และผัก ซึ่งที่เป็นหมวดหมู่ที่จำเป็นมากในการพัฒนาของเด็กวัยนี้ โภชนาการ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนนอนหลับได้ดี จะทำให้น้องมีส่วนสูงและน้ำหนักที่เหมาะสมกับวัยค่ะ
    อย่าลืมให้น้องดื่มนมทุกวันด้วยนะคะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • ON Thanyarat Sangkatat

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกสาวอายุ 4 ขวบ น้องไม่สบายบ่อย ทำให้ขาดเรียนบ่อยๆ และตัวน้องเองก็ติดการ์ตูนมากชอบดูวันละหลายชั่วโมง ดูทั้งในComputer และDVD ทำให้บางครั้งนอนดึก ตื่นสายไม่อยากไปโรงเรียน ร้องไห้ งอแงไม่ยอมไปโรงเรียนบ่อยๆ คุณตาคุณยายก็จะให้หยุดเรียน ทำให้น้องขาดเรียนเยอะมาก สัปดาห์นึงไปแค่ 2-3 วัน ช่วงเช้าปลุกก็จะไม่อยากลุกจากที่นอน จะพูดว่าไม่อยากไปโรงเรียนไม่สนุก ครูดุ เวลาอยู่ที่โรงเรียนคุณครูจะบอกว่าน้องดื้อ ไม่ค่อยยอมทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ จะทำแต่ที่ตัวเองสนใจ และชอบเดินออกไปนอกห้องเรียนบ่อยๆ กรณีแบบนี้จะมีวิธีแก้ปัญหายังไงคะ

    เป็นห่วงจังเลยค่ะสถานการณ์แบบนี้ถือว่าเร่งด่วนต้องรีบแก้ไขแล้ว แก่นของปัญหาหลักข้อหนึ่ง น่าจะเป็นเรื่องของการติดการ์ตูนมาก ร่วมกับความไม่ลงตัวของวินัยจากครอบครัว

    กรณีนี้ คุณพ่อคุณแม่ น่าจะต้องปรึกษาหารือกับคุณตาคุณยายให้มีแนวทางดูแลลูกสาวคนนี้ร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยทั่วไป หากน้องเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ผู้ใหญ่ควรยืนยันในการไปโรงเรียน และฝากให้คุณครู หรือคุณครูพยาบาลช่วยดูแลต่อค่ะ โดยภาวะเจ็บป่วยนั้นควรจะลดลง หากน้องได้เข้านอนแต่หัวค่ำ พักผ่อนเพียงพอ ในช่วงเวลาปกติ ผู้ใหญ่ควรสือสารพูดคุยให้กำลังใจน้องในการตื่นเช้าและไปโรงเรียน อาจใช้การติดดาวลงในปฏิทิน หรือสมุดบันทึกของน้องในทุก ๆวันที่ตื่นและร่วมมือไปโรงเรียนได้อย่างดี

    ส่วนในวันที่งอแง ผู้ใหญ่ทุกคนในบ้าน ต้องมีข้อตกลงเป็นเสียงเดียวกัน ที่จะสนับสนุนให้น้องไปโรงเรียนให้ได้ พร้อมกันนั้น ก็รับฟังปัญหาของน้องในเรื่องการปรับตัวที่โรงเรียน แนะนำให้น้องตอบสนองและร่วมมือกับกฎเกณฑ์ของโรงเรียนให้เหมาะสม เพื่อการปรับตัวที่ดีขึ้น กับกลุ่มเพื่อน ๆ สอนให้รู้จักปรึกษาคุณครู เวลารู้สึกยุ่งยาก หรือปรับตัวไม่ได้กับกิจกรรมใด ๆ ค่อย ๆสอนทีละเรื่องและติดตามความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยอาจปรึกษาคุณครูในการดูแลร่วมกัน โดยคุณพ่อคุณแม่ควรใกล้ชิดน้องให้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้จดจ่ออยู่กับการดูการ์ตูน ในทางตรงกันข้าม ควรชักชวนน้องพูดคุย และเล่นสนุกสนานร่วมกันกับสมาชิกอื่น ๆในครอบครัวให้มากขึ้น

    ความสม่ำเสมอในการจัดการปัญหานี้ จะเป็นยาสำคัญในการรักษา ไม่ให้น้องกลายเป็นเด็กติดการ์ตูน ซึ่งอาจเปลี่ยนสภาพไปสู่ภาวะที่น่ากลัวกว่าของเด็กไร้วินัยรูปแบบอื่น ๆได้ค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Sasilak Ping

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกชอบกัดหนังที่นิ้วโป้งค่ะ ตอนนี้นิ้วเยินหมดเลย แก้ไขอย่างไรดีคะ กลัวเขาฟันยื่นด้วยค่ะ

    เด็กหลายคนชอบกระตุ้นตนเองด้วยการดูดนิ้วหรือกัดเล็บ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงแน่นอนค่ะ การแก้ไขทำได้โดยการสื่อสาร บอกเล่า และรับฟังความรู้สึก เหตุผลที่ลูกชอบกัดนิ้ว ลูกสามารถลดพฤติกรรมนี้ได้ค่ะ โคยคุณพ่อคุณแม่ใช้สัญลักษณ์หรือท่าทางเตือน โดยไม่ใช่การต่อว่าหรือตำหนิ ควรสังเกตุว่าเป็นช่วงเวลาใด มีเหตุการณ์ใดมาก่อน เช่น ชอบกัดเวลานั่งดูโทรทัศน์ เมื่อทราบให้คุณแม่นั่งใกล้ๆ จับมือลูกไว้ หรือหากิจกรรมที่ใช้มือ เพื่อที่ลูกจะไม่เอามือเข้าปาก เมื่อลูกไม่มีพฤติกรรมเช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรชื่นชมว่าลูกเก่ง อาจมีกำหนดเวลาในการตรวจนิ้ว ตรวจเล็บ ชื่นชมที่ลูกมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Eakachai Pomfan

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ตอนนี้ลูกสาว อายุ 2 ขวบ 3 เดือน ยังไม่ได้ไป โรงเรียนเลย คือว่าแม่กับพ่อเป็นห่วงลูก กลัวลูกดูแลตัวเองไม่ได้ กลัวคนอื่นทำร้ายลูกเรา ตอนนี้อยากถามว่าอายุเท่านี้ไปโรงเรียนได้หรือยังค่ะ

    ความรักความห่วงใยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกคนค่ะ แต่ต้องยอมรับความจริงว่าลูกจะค่อยๆเรียนรู้การดูแลตนเอง การเคารพกฎเกณฑ์ของสังคม
    และพ่อแม่มีหน้าที่าสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้เช่นนี้ หากเราปล่อยให้ความห่วงใยมาครอบงำ ลูกจะขาดความมั่นใจในการเรียนรู้
    เราสามารถส่งเสริมให้ลูกดูแลตนเองไ้ด้ ด้วยการฝึกให้สื่อสารบอกความต้องการ ช่วยเหลือตัวเองตามวัย ไม่ตอบสนองหรือช่วยทำทุกอย่างให้จนหมด ในทางกลับกัน เมื่อลูกช่วยเหลือหรือแสดงความมีน้ำใจต่อผู้อื่น คุณพ่อคุณแม่ต้องชื่นชมยินดี แสดงความภูมิใจในตัวลูก
    เด็กที่มีทักษะพื้นฐานทางสังคมที่ดี จะมีทักษะการปกป้องไม่ให้ผู้อื่นมาทำร้ายได้ นอกจากนี้ยังมีครูดูแลความเป็นไป ให้เด็กเล่นด้วยกัน หากลูกไม่มีปัญหาในการเล่นหรือเล่นยั่วยุคนอื่น โอกาสการถูกทำร้ายก็มีไม่มากค่ะ
    แต่ทั้งนี้เด็กวัย 2 ขวบเศษๆ อาจมีข้อจำกัดในเรื่องความเป็นเจ้าของและการแบ่งปัน โอกาสของการทำร้ายกันที่พบได้บ่อยๆ คือการดึงของเล่นของคนอื่น ถ้าสอนลูกได้อย่างชัดเจนพอ ก็จะลดความเสี่ยงจากการถูกทำร้ายของเด็กวัยนี้ได้ หวังว่าพ่อแม่จะมั่นใจในการส่งลูกไปโรงเรียนได้มากขึ้นนะคะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • noizene

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    คุณหมอค่ะลูกสาวตอนนี้อายุ4ขวบกว่าแล้วค่ะชอบร้องไห้ตอนเช้าไม่อยากจะไปโรงเรียนค่ะและพอร้องไห้เสร็จก็ไอมากเลยค่ะเพราะเขาร้องเสียงดังจะมีวิธีที่ไม่ให้เขาร้องไห้ได้ยังไงค่ะ

    คุณพ่อคุณแม่ น่าจะหาโอกาสชวนลูกคุยในช่วงเวลาหลักเลิกเรียน หรือตอนบ่าย เย็น ถึงเหตุการณ์ตอนเช้าที่ลูกร้องไห้ ด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่าลูกน้อยทุกข์ร้อนใจเรื่องอะไร และอยากให้พ่อแม่ช่วยเหลืออย่างไร บนพื้นฐานของการยืนยันว่า "เด็กต้องไปโรงเรียน"

    เด็กหลายคนมีเรื่องวิตกกังวลบางอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ได้มองข้ามไป เมื่อเด็กได้ระบายออก หรือได้เล่าความกังวลใจ อาการไม่อยากไปโรงเรียนก็จะลดน้อยลง เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มปรับตัวได้ หากคุณพ่อคุณแม่ได้ชี้ชวน บอกเล่า สิ่งดี ๆของการไปโรงเรียน ให้ลูกน้อยเข้าใจและสนุกสนานกับการได้ไปโรงเรียน

    อย่างไรก็ตามหากปัญหานี้เกิดเกินกว่า 1เดือน คุณพ่อคุณแม่ ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรปรึกษากับทางโรงเรียนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขต่อไปค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Sasilak Ping

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูก 2 ขวบ 5 เดือน กำลังจะให้เรียน nursery เดือนหน้า ที่รร.ให้พ่อกับแม่อยู่ด้วย ได้ 3 วันแรก ปรกติลูกติดแม่มาก ถ้าแม่ไม่ไปช่วง 3 วันแรกเลย แค่ไปส่ง แล้วให้คุณพ่ออยู่เท่านั้น จะดีกว่าไม๊คะ

    ถ้าคุณแม่ไม่ติดภารกิจสำคัญ คุณแม่จะไปเองก็ได้ค่ะ โดยเฉพาะในวันแรกซึ่งเป็นวันที่ทุกอย่างของเนอสเซอรี่เป็นสิ่งแปลกใหม่ การมีคุณพ่อคุณแม่ไปนั่งเป็นกองเชียร์จะทำให้ลูกมั่นใจกับการพัฒนาทักษะการเข้าสังคม ประเด็นสำคัญคือ ท่าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่งสายตามองลูกด้วยแววตาเปี่ยมความสุข จะช่วยให้หนูน้อยเดินหน้าเรียนรู้ และเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆได้ง่ายค่ะ และลูกก็จะมีความประทับใจกับวันแรกของเนอสเซอรี่ค่ะ

    และในวันที่ 2-3 นั้นคุณพ่ออาจจะทำหน้าที่ไปแทนคุณแม่ ก็ไม่ผิดกติกาค่ะ ในระหว่างที่ไปเนอสเซอรี่ คุณพ่อคุณแม่สามารถเป็นต้นแบบที่ดี ด้วยการแสดงท่าที่ที่เป็นมิตร โดยการทักทายคุณครูและเด็กคนอื่นๆในห้อง และช่วยส่งเสริมให้ลูกร่วมทักทายและมีกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆในห้องบ้าง จากนั้น คุณพ่อคุณแม่ค่อยๆปลีกตัวออกมาเพื่อให้ลูกเล่นกับเพื่อน อย่างไรก็ตามเด็กวัยนี้จะมีการเล่นที่ต่างคนต่างเล่นแต่นั่งรวมกันได้ ไม่เป็นเรื่องแปลกค่ะ แต่ต่อมาความใกล้ชิดจะทำให้เด็ก ๆสามารถ สานต่อกิจกรรม และเล่นด้วยกันได้ดีอย่างมีความสุขในที่สุดค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Ra Nee

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    น้องอายุ 2 ขวบ 4 เดือนค่ะ เข้าเนสเซอรี่แล้วแต่น้องไม่ค่อยมีสมาธิสนใจอะไรได้ไม่นาน อยากฝึกสมาธิให้น้องค่ะ อยากให้น้องเป็นเด็กรักการอ่าน ต้อทำยังไงบ้างค่ะคุณหมอ

    การฝึกสมาธิให้ลูก สามารถทำได้หลายวิธีและการอ่านก็เป็นหนึ่งในวิธีเหล่านั้นด้วย
    ในการฝึกสมาธิควรฝึกกิจกรรมที่ชอบ เช่น วาดรูประบายสี ปั้นแป้งโดว์ เล่นกับเครื่องดนตรีที่มีเสียง ลองให้น้องสัมผัสกับกิจกรรมที่หลากหลายแล้วสังเกตุว่าเด็กมีสมาธิกับกิจกรรมใดได้นานๆบ้าง เมื่อชอบเค้าจะมีสมาธิกับกิจกรรมนั้นประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้นเด็กจะละจากกิจกรรมที่ทำอยู่ ก่อนที่น้องจะละสมาธิจากกิจกรรมนั้นคุณพ่อหรือคุณแม่สามารถเข้าไปร่วมดึงความสนใจกลับเข้ามาในกิจกรรมนั้น โดยการพูดคุย ชี้ชวน การเล่นกิจกรรมนั้นให้หลากหลายขึ้น และควรเพิ่มสมาธิจากกิจกรรมที่ง่ายไปยากและเพิ่มระยะเวลาให้ยาวนานขึ้น กลไกนี้เป็นการเพิ่มสมาธิแบบง่ายๆ ส่วนการอ่านนั้นควรเริ่มต้นจากการชี้ชวนให้น้องเริ่มที่จะอ่านจากสิ่งรอบๆตัว เช่น ป้ายสัญลักษณ์ ป้ายจารจร ชื่อห้างร้านต่างๆ เปรียบเทียบสัญลักษณ์ต่างๆในรูปแบบการอ่านหรือการมองหาสัญลักษณ์เหล่านั้นจากสื่อ สิ่งพิมพ์ หนังสือนิทานเป็นการเพิ่มสมาธิ เริ่มจากการอ่านหนังสือนิทานที่มีภาพสวยๆและตัวหนังสือน้อยๆเป็นแหล่งการเรียนรู้ และเมื่อลูกอ่านได้ควรเพิ่มตัวอักษรให้มากขึ้นตามความสามรถในการอ่านเพิ่มขึ้น การอุ้มลูกนั่งตัก หลังพิงอก อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของคุณแม่ เป็นการเพิ่มสมาธิและการรักการอ่านและสายใยรักจากครอบครัวได้อย่างดียิ่งด้วย

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Nu Hya Atitya Platong

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    น้องจ้ะจ๋าไปโรงเรียนแล้วแต่ยังร้องทุกวันเลยทำไงดีค่ะ

    เด็กๆที่ปรับตัวยาก เมื่อมีความกังวล หรือต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิต มักแสดงออกด้วยการร้องไห้ และต้องใช้เวลาในการปรับตัวพอสมควร คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยน้องได้ โดยบอกเล่าถึงสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เช่น สถานที่ที่กว้างใหญ่ ของเล่นและอุปกรณ์ที่สนุกสนาน คุณครูใจดีและเพื่อนๆมากมาย
    การบอกเล่านั้น สามารถทำได้ในรูปแบบตรงๆ เช่น พาไปดูสถานที่ก่อนล่วงหน้า ให้เห็นบรรยากาศที่ดี มีโอกาสพูดคุยกับพี่ๆที่กำลังเล่นกันสนุกสนาน หรือการเล่าผ่านนิทาน การละเล่น เช่น การเล่นหุ่นมือ หรือ การวาดรูป ความเข้าใจที่ดีต่อโรงเรียนจะช่วยให้ลูกนึกรักและอยากไปโรงเรียนเป็นทุนอยู่ก่อน ซึ่งถือเป็นภูมิปกป้องที่จะช่วยให้ลูกจัดการความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น และช่วงแรกของการไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใกล้ชิดมากขึ้น โดยไปรับลูกให้ตรงเวลา อย่าปล่อยให้คอยนาน รับฟังทั้งเรื่องสนุก และความกังวลใจของลูก พร้อมให้คำแนะนำในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณครูและเพื่อนๆของเค้า ลูกก็จะสนุกกับการไปโรงเรียนมากขึ้น และร้องไห้น้อยลงเองค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • แม่น้องบอส ครับผม

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    เราควรเลือก โรงเรียนแบบไหนให้ลูกดีคะ ถ้าเราเลือกโรงเรียนแบบเอ้าท์ดอร์ ไม่มีกระดาน ไม่มีห้องเรียน แล้วลูกจะเรียนหนังสือทันเพื่อนไหม เพราะโรงเรียนแบบเอ้าท์ดอร์ เน้นแต่กิจกรรม ไม่มีการเรียนหนังสือ

    ขอย้ำกับคุณแม่ก่อนนะคะ ว่าการเรียนรู้นั้นไม่ได้หมายถึงการเรียนจากหนังสือ การเขียนหนังสือเท่านั้น เด็กๆสามารถเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมอื่นๆที่หลากหลายรูปแบบ การสร้างความสุข ความเพลิดเพลิน จากการเรียนรู้และได้สาระ บ่อยครั้งที่จะจุดประกายความสร้างสรรค์ ทำให้ลูกอยากเรียนรู้อะไรได้มากขึ้น ดังนั้นโรงเรียนแบบเอ้าดอร์ หรือแบบเล่าเรียน อาจมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป หากลูกเป็นเด็กโลดโผน บ่อยครั้ง รรที่เน้นกิจกรรม จะทำให้ลูกอยากเรียน รู้ อ่านเขียน มากขึ้น และเมื่อถึงวัยเรียน 6-7 ปีเป็นต้นไป กิจกรรมพื้นฐานที่เป็นการเล่น อาจเป็นการเตรียมพื้นฐานของกล้ามเนื้อ สายตา การได้ยิน และการรับรู้อื่นๆ ร่วมกับกระบวนการคิด วิเคราะห์และเพิ่มพูนสมาธิ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการอ่านเขียนและพัฒนาสติปัญญาที่สำคัญ โดยไม่จำเป็นที่ต้องจดจ่อ หรือ มุ่งมั่น หยิบปากกาดินสอมาเขียนตั้งแต่วัยอนุบาล และแนวโน้มของการเรียนรู้ในโรงเรียนเช่นนี้ ก็มีข้อมูลพบว่า เอื้อต่อการสร้างพื้นฐานที่ดี ทางสติปัญญาให้แก่เด็กด้วย
    คุณแม่ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะเรียนหนังสือไม่ทันเพื่อน เมื่อพื้นฐานพร้อมลูกก็จะเก่ง เมื่อถึงวัยทีต้องแสดงความเก่งค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Nong Pooh

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ตอนนี้น้องภู2ขวบ2เดือนค่ะ เคยพาน้องไปเนิร์สเซอรี่ตอนขวบกว่าๆได้ประมาณ1สัปดาห์ แต่น้องซึมไม่ยอมกินข้าวกินนม นั่งซึมกับพยายามนอนหลับตลอดที่อยู่โรงเรียน และต่อต้านมากคือเห็นแค่ถนนทางไปน้องก็จำได้แล้วจะร้องตลอด คุณแม่เลยยกเลิกไม่พาน้องไปอีก...มาถึงตอนนี้คุณแม่คิดว่าจะพาน้องไปอีกรอบตอน2ขวบกว่าๆต้องเริ้มต้นยังไงดีคะ??? (น้องต่อต้านเหมือนเดิม เห็นโรงเรียนก็ร้องตลอก แค่พาไปเที่ยวไปทำบุญเลี้ยงเด็กนักเรียนน้องก็ร้องกลัวมาก) แล้วควรพาไปอีกครั้งเมื่ออายุเท่าไหร่ดีคะ???

    น้องเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาแล้ว การเริ่มต้นครั้งใหม่คงต้องทำอย่างนุ่มนวลนะคะ อย่ารีบผลีผลาม พาน้องไปเรียน แต่เตรียมน้องก่อนด้วยการพาไปเที่ยวแวะชมสถานที่คล้ายโรงเรียนก่อน เมื่อน้องผ่อนคลายลง จึงชวนพูดคุยผ่านการเล่านิทานหรือการวาดรูป ถึงสิ่งดี ๆที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนค่ะ พร้อมให้น้องได้เล่าความกังวลใจของน้องให้คุณพ่อคุณแม่ฟังค่ะ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ ได้ทราบว่าน้องกังวลเรื่องอะไรอยู่ด้วย และคุณพ่อคุณแม่จะได้ช่วยแก้ไขข้อกังวลใจ และปรับความเข้าใจที่ถูกต้องให้น้องได้ด้วยค่ะ

    หากน้องปรับตัวยาก การปรึกษาคุณครูเพื่อเตรียมการน้องก่อนการไปโรงเรียนวันจริง จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้มาก

    นอกจากปัจจัยเรื่องโรงเรียนแล้ว อย่าลืมสังเกตสภาพของครอบครัวด้วยนะคะ ในครอบครัวที่สมาชิกในครอบครัวมีความเครียดสูงกับเรื่องการไปโรงเรียน เด็กในครอบครัวจะรับทราบถึงความเครียดและมีโอกาสที่จะแสดงออกด้วยพฤติกรรมปฏิเสธหรือหวาดกลัวการไปโรงเรียนได้ค่ะ

    สุดท้ายนี้ อายุอาจไม่เป็นสิ่งกำหนดการไปโรงเรียน แต่การเตรียมความพร้อมที่ดีจะส่งเสริมให้น้องไปโรงเรียนได้อย่างราบรื่น คุณแม่สบายใจได้ค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Ra Nee

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ขออีกคำถามหนึ่งนะค่ะคุณหมอ
    ลูก 2ขวบ 4 เดือน.ไม่ค่อยทานข้าวยิ่งผักไม่ทานเลยค่ะกินแต่ขนมน้องชอบช็ิอคโกแลตมากค่ะ อยากให้เขาได้ทานของที่มีประโยชน์ค่ะ

    การสื่อสารเพื่อสร้างกำลังใจและความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญค่ะ คุณแม่ควรสร้างทัศนคติที่ดีต่อการกิน ผ่านเรื่องเล่า เช่น ป๊อปอายแข็งแรงเพราะกินผักขม แร็บบิทกระโดดสูงมากเพราะกินผักเก่งเหมือนกัน ฯ เด็กดีของแม่ทานผักเยอะๆนะคะก็จะแข็งแรงเหมือนกัน เปิดโอกาสให้ลูกสนุกกับการเตรียมอาหาร เช่น พาลูกไปตลาด เลือกผัก เด็ดผักเล็กๆน้อยๆ และมอบหมายว่านี่คือผักของหนู แล้วปรุงอาหารด้วยผักนั้นๆ เช่น ชุบแป้งทอด ตัดเป็นชิ้นๆให้เห็นในไข่เจียว เมื่อเด็กมีส่วนร่วมและปรุงในรูปแบบที่ชอบแล้ว เด็กจะอดทนกินได้ดีกว่า แม้ลูกจะทานได้น้อย คุณพ่อคุณแม่ต้องชื่นชมให้กำลังใจ ทำให้เค้าเกิดความภาคภูมิใจอยากกินให้มากกว่าเดิมอีก
    ประเด็นสำคัญ คือ ก่อนถึงมื้ออาหาร ต้องงดขนมทุกชนิด ประมาณ 2 ชม. รอให้เด็กหิวจริงๆ และจึงจัดอาหารที่มีคุณค่า และสร้างความภาคภูมิใจจากความสำเร็จในการกิน
    ขนมหวานรวมทั้งช๊อคโกแลต เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะกับเด็กวัยนี้ อาจสร้างปัญหาการกินนำไปสู่โรคอ้วนในระยะยาวได้ ไม่ควรซื้อ ไว้ในตู้เย็น ให้เด็กเห็นหรือหยิบได้ง่าย ควรเลือกผลไม้หรืออาหารที่มีประโยชน์ทดแทนจะดีกว่าค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Thanyarat Laosinwattana

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ตอนนี้ลูกสาวอายุ 4 ขวบ ค่ะ อยู่อนุบาล 2 แล้ว ปัญหาของน้อง ที่กลุ่มใจตอนนี้มีอยู่ 3 อย่างค่ะ
    1. เวลาไปในที่คนมากๆ น้องจะเกาะติดแม่หรือพ่อ เวลาจะให้ทำอะไรก็ไม่ยอมทำ และมักจะทำตรงกันข้ามกับที่เราบอกให้ทำ หรือไม่ก็ห้ามไม่ให้แม่ทำอะไร ให้อยู่เฉยๆกับน้อง เช่น ไปทานข้าวกับเพื่อนๆ ของแม่ ซึ่งเพื่อนๆของแม่ก็พาเด็กๆมาด้วย มาเล่นด้วยกัน แต่น้องจะไม่เล่นกับใคร จะเกาะติดแม่ แม่จะตักอะไรมาทานก็ไม่ให้ทำ บอกไม่ให้แม่กิน ไม่ให้แม่ทำอะไรสักอย่าง
    2. เวลาเรียกแล้ว น้องได้ยินนะคะ แต่ไม่ยอมตอบ นั่งนิ่งๆ ยิ่งเรียก ก็ยิ่งเฉย
    3. น้องมักจะกลั้นปัสสาวะ ปวดแล้วไม่ยอมไปเข้าห้องน้ำ บางครั้งเข้าไม่ทันค่ะ ราดตรงนั้นเลย เวลาอยู่ที่บ้านก็พยายามชวนไปเข้าห้องน้ำ น้องก็บอกว่าไม่ปวด ไม่ยอมเข้าห้องทำ แก้ปัญหาอย่างไรดีคะ

    1. ข้อมูลจากคุณแม่ ทำให้น่าห่วงว่าน้องจะมีปัญหาด้านอารมณ์พอควรค่ะ ลองสังเกตุนะค่ะว่าน้องมีความกังวลหรือเชื่อมั่นในตัวคุณพ่อคุณแม่หรือไม่ เด็กหลายคนที่มีปัญหานี้มักจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ให้ความรักกับตัวเองมากเท่าที่ควร ทำให้น้องหวั่นไหวต่อการพรากจากเกาะติดพ่อแม่มากกว่าปกติ ในขณะเดียวกันก็จะต่อต้าน ไม่เชื่อฟัง สิ่งที่คุณแม่น่าจะลองแก้ไข คือการสร้างบรรยาการที่ผ่อนคลาย สนุกสนานกับลูกสาวคนนี้ อาจให้เวลาส่วนตัวที่มีเฉพาะแม่กับลูกสาว อยู่กันเพียงลำพังสองคน ให้ลูกเลือกทำกิจกรรมที่ชอบตามใจของเค้า วันละประมาณหนึ่งชั่วโมง ทุกๆวัน มีเงื่อนไขเพียงว่ากิจกรรมที่เลือกทำนั้นต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และทำให้เวลานั้นเป็นเวลาแห่งความสุขที่แท้ใจ และช่วงเวลาทั่วไปให้คุณแม่ลองสังเกตุว่าเด็กมักจะถูกห้ามปรามและตำหนิหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นให้ลดพฤติกรรมการห้ามปราม หรือการตำหนิลง แต่ให้บอกว่าลูกทำอะไร และขอความร่วมมือ ถ้าลูกทำตามให้ชื่นชม ให้กำลังใจ

    2. การเรียกด้วยเสียงอย่างเดียวอาจจะไม่เหมาะกับลูกคนนี้ คุณแม่ควรใช้วิธีเดินไปใช้มือเชยคางหรือแตะที่ไหล่และสบตา บอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สื่อสารให้ทำในสิ่งที่คุณแม่ต้องการ ถ้าน้องให้ความร่วมมือให้ชื่นชม กอด หอมแก้ม เป็นรางวัล คุณแม่จะแปลกใจที่เห็นว่าลูกร่วมมือกับเราได้ง่ายขึ้น

    3. คุณแม่คงต้องสังเกตุว่าท่าทีของเราในการชวนลูกเข้าห้องน้ำเป็นท่าทีที่สร้างความกดดัน ตึงเครียดหรือไม่ ถ้าใช่ควรลดพฤติกรรมเหล่านั้น ให้เปลี่ยนบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ชวนเข้าห้องน้ำ คุณแม่และคุณลูกปัสสาวะ ถ้าลูกให้ความร่วมมือก็จะมีรอยยิ้ม กำลังใจ ถ้าลูกไม่ให้ความร่วมมือ และปัสสาวะราด ให้คุณแม่หลีกเลี่ยงการตำหนิ ต่อว่า แต่ให้คุณแม่ลงโทษโดยท่าทีที่หนักแน่น โดยให้น้องมีส่วนร่วมช่วยทำความสะอาดตามความเหมาะสมตามวัย เมื่อลูกทำความสะอาดแล้ว ไม่ให้หยิบมาเป็นประเด็นต่อว่า การแก้ไขปัญหานี้หากทำร่วมกับสองข้อข้างต้นอย่างสม่ำเสมอสภาพโดยรวมก็จะคลี่คลายลงไปได้ค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Beebeejoop

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูกชาย ไปโรงเรียนแล้วถูกเพื่อนแกล้ง จะบอกให้สู้ หรือถอยแล้วจะต้องบอกครูยังไงดีคะ น้องอยู่ ป.1 ค่ะ

    สู้ ๆ ค่ะ แต่.... สู้ด้วยปัญญานะคะ การสอนให้ลูกปรับตัวกับเพื่อนที่ใช้กำลังหรือกลั่นแกล้งเป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับการเติบโตและการเข้าสังคมค่ะ คุณแม่ควรชวนลูกพูดคุยเพื่อวิเคราะห์ว่าการแกล้งของเพื่อนเกิดจากอะไร โดยใช้ภาษาง่าย ๆ เช่น

    1.เพื่อนอาจจะเล่นแรงเพราะเล่นไม่เป็น
    2.เพื่อนอาจจะอยากได้ของ ๆ เราแล้วบอกไม่เป็น
    3.เพื่อนอาจจะเคยชินกับการใช้กำลังเพราะไม่รู้วิธีอื่นที่ดีกว่านั้น

    ในทางกลับกัน ลูกเองก็ต้องสังเกตด้วยว่าเรากำลังถูกเข้าใจว่า เป็นฝ่ายไปแกล้งเพื่อนก่อนหรือไม่ เมื่อแม่ลูกสามารถทำความเข้าใจปัญหาได้ชัดเจนแล้ว เราจึงสู้ด้วยปัญญาต่อค่ะ..... ถ้าเพื่อนไม่ได้เจตนาร้าย การให้อภัยและบอกกล่าวกับเพื่อนให้เล่นกันให้ถูกต้องกว่าเดิมก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าเพื่อนอยากได้ของ ๆเราควรแนะนำให้เพื่อนบอก แล้วเราจะได้แบ่งปัน และหากเพื่อนเคยชินกับความรุนแรง ลูกต้องเรียนรู้ที่จะแข็งแรงขึ้น สามารถปกป้องตนเองได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่การตอบโต้เพื่อเอาคืนหรือแก้แค้น ส่วนหนึ่งของการปกป้องตัวเองคือบอกให้คุณครูรับรู้ และเพิ่มความใส่ใจที่จะดูแลเด็ก ๆให้ใกล้ชิดขึ้น คุณแม่สามารถสอนลูกให้บอกครู ด้วยวิธีการสื่อสารที่เหมาะสม สุภาพ และหากยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ คุณแม่อาจจะเป็นต้นแบบในการร่วมปรึกษากับคุณครู กับพ่อแม่ของเพื่อนของลูก เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • วรรณดี

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ขอสอบถามค่ะ
    - ลูกชายอายุ 2 ขวบ 5 เดือน จะให้เข้าเรียนอนุบาลในปีหน้า จะให้เข้าเรียนตอน summer ใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมก่อนเรียนอนุบาลเพียงพอมั้ยคะ
    - ลูกชายไม่ยอมนั่งถ่ายในห้องน้ำ ชอบยืนถ่ายในแพมเพิสพร้อมกับให้กอดค่ะ จะแก้ปัญหายังไงดีคะ เพราะปีหน้าจะเข้าเรียนแล้ว
    - ลูกชายชอบเอานิ้วมือเข้าปากเวลานั่งดูทีวี หรือคอมพิวเตอร์ ห้ามแล้วพอลืมตัวก็ทำอีก จะแก้ปัญหาอย่างไรดีคะ
    ขอบคุณค่ะ

    1.ในช่วงซัมเมอร์หน้า น้องจะมีอายุประมาณ 3 ขวบครึ่งเพียงพอสำหรับการเตรียมตัวเข้าเรียนค่ะ หากคุณแม่มีวิธีการดูแลที่เหมาะสม

    2.หากคุณแม่ เป็นผู้ฝึกลูกที่ดูไม่หนักแน่น มีความกังวลละล้าละลัง การฝึกให้ลูกมีพฤติกรรมที่เหมาะสม หมายความว่าคุณแม่จำเป็นจะต้องเพิ่มความหนักแน่นในตนเอง เพื่อสร้างวินัยให้ลูกอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากความหนักแน่นแล้ว การรับรู้และเข้าใจเหตุผล ที่ลูกไม่สามารถทำตามคำสอนของคุณแม่ได้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะหากลูกถูกบังคับให้ทำในพฤติกรรมที่ตนเองหวาดกลัวด้วยความเข้าใจผิดบางอย่าง การที่ลูกต้องอดทนทำเช่นนั้น อาจนำมาซึ่งพฤติกรรมดีเพียงชั่วคราว แต่สร้างความรู้สึกเก็บกดกับลูกในระยะยาวได้
    ดังนั้น ในประเด็นของการยืนถ่าย หากถึงซัมเมอร์แล้วน้องยังไม่สามารถนั่งถ่ายได้ คุณแม่ควรสื่อสารให้ครูทราบถึงเรื่องนี้ เพื่อคุณครูจะได้มีโอกาส ซักถามและวางแผน ช่วยให้น้องแก้ไขความกังวลใจ และร่วมมือในการนั่งถ่าย ได้สมวัยค่ะ ระหว่างนี้คุณแม่ควรฝึกให้ลูกนั่งขับถ่าย โดยการหาซื้อที่รองชักโครกที่เป็นลายการ์ตูนที่น้องชื่นชอบ ให้น้องเลือกเอง และมอบให้เป็นสมบัติของน้อง เพื่อให้น้องนั่งขับถ่าย หานิทานหรือเรื่องเล่าในการนั่งขับถ่ายให้น้องดูเป็นประจำ อย่าบังคับ ให้เวลาและชื่นชม แม้น้องจะยอมนั่งเพียงเวลาสั้นๆก็ตาม จากนั้นค่อยๆเพิ่มเวลาขึ้น หากน้องยังถ่ายในแพมเพิส ควรส่งเสริมให้น้องมีส่วนร่วมในการกำจัดแพมเพิส พูดชี้ชวนให้เห็นถึงความสบายหากน้องนั่งถ่ายแทน

    3.เด็กหลายคนชอบกระตุ้นตนเองด้วยการดูดนิ้ว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงแน่นอนค่ะ การแก้ไขทำได้โดยการสื่อสาร บอกเล่า และรับฟังความรู้สึก เหตุผลที่ลูกชอบดูดนิ้ว ลูกสามารถลดพฤติกรรมนี้ได้ โคยคุณพ่อคุณแม่ใช้สัญลักษณ์หรือท่าทางเตือน โดยไม่ใช้การต่อว่าหรือตำหนิ คุณแม่ควรนั่งใกล้ๆ จับมือลูกไว้ หรือหากิจกรรมที่ใช้มือ เพื่อที่ลูกจะไม่ดูดนิ้วมือ เมื่อลูกไม่มีพฤติกรรมเช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรชื่นชมว่าลูกเก่ง อาจมีกำหนดเวลาในการตรวจนิ้ว ตรวจเล็บ ชื่นชมที่ลูกมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • แม่น้องสกาย

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูก 3 ขวบแล้ว ไปโรงเรียนได้ 2 สัปดาห์ กลับมาซึม ๆ ไม่ค่อยพูด ถามเรื่องโรงเรียนก็โกรธ ทำยังไงดีคะ

    เด็กบางคนไม่ช่างพูด อาจมีท่าทีแบบนี้ได้ค่ะ หรือบางคนอาจรู้สึกแย่มากๆในบางเรื่องจึงหลีกเลี่ยงที่จะบอกเล่าตรงๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องใจเย็นๆในการ " ล้างความในใจ " ของลูกออกมาดูแลค่ะ
    วัย 3 ขวบที่ไม่บอกเล่าตรงๆ อาจจะถ่ายทอดความในใจออกมาด้วยการ วาดรูป ระบายสี หรือเล่นตุ๊กตาหุ่นต่างๆที่ตนเองโปรดปราน เช่น เด็กที่ถูกเพื่อนตีที่โรงเรียน อาจเล่าเรื่องซุปเปอร์ฮีโร่ที่ตนเองโปรดถูกเพื่อนตี เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่สามารถซักถามต่อโดยคล้อยตามวิธีที่ลูกใช้ เช่น เราะอะไรพี่เอกคนนี้ถึงถูกเพื่อนตีล่ะ ... แล้วเราจะทำยังไง ... อยากให้แม่ช่วยอะไร ... แล้วสังเกตุกลไกการปรับตัวของลูกว่าเหมาะสมหรือไม่ เพียงไร
    นอกจากนี้คุณแม่อาจใช้วิธีถามไถ่พูดคุยกับคุณครู หรือกลุ่มเพื่อนๆของลูก เป็นครั้งคราวก็ได้นะค่ะ ตราบเท่าที่ลูกยังไปโรงเรียนได้ด้วยความร่วมมือดี แสดงว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรรุนแรงที่โรงเรียนค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Ace

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    น้องอายุ 3 ขวบครึ่ง ไปโรงเรียนมา 1 เทอมแล้ว ตอนเช้างอแงไม่ยอมตื่น ที่สำคัญคือน้องไม่ยอมใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียนตลอดทั้งเทอมเลยค่ะ ใส่แต่ชุดนอนไป ก่อนหน้านี้น้องเรียนเนอสเซอรี่(คนละที่กับที่โรงเรียน)น้องยังเลือกชุดเอง และแต่งตัวชุดสวยงามไปเนอสเซอรี่ทุกวันค่ะ อีกเรื่องคือน้องไม่ยอมอาบน้ำ แปรงฟัน ทั้งตอนเช้า-เย็น คุณแม่ต้องบังคับให้อาบน้ำ แต่ก็เป็นไปด้วยความลำบาก คือน้องจะลงไปนอนร้องเสียงดังที่พื้นห้องน้ พออาบเสร็จก็ไม่ยอมออกจากห้องน้ำ นอนตัวเปียกอยู่บนพื้นห้องน้ำน่ะค่ะ

    มีสองประเด็นที่น่าสนใจค่ะ

    ประเด็นแรก มีข้อจำกัดอะไรที่โรงเรียนซึ่งไม่ดึงดูดให้น้องไปโรงเรียนหรือไม่ คุณแม่ลองหาข้อมูลเพื่อแก้ไขสถานการณ์ด้วยนะคะ

    ประเด็นที่สอง การส่งเสริมให้น้องมีพฤติกรรมที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของสังคม ซึ่งต้องอาศัยการสร้างวินัยตั้งแต่วัยนี้เลยค่ะ ขอเสนอให้คุณแม่ใช้การสร้างวินัยทางบวกนะคะ แม้น้องจะมีเครื่องแบบ น้องก็สามารถมีส่วนร่วมในการเตรียมเครื่องแบบไว้ตั้งแต่ก่อนเข้านอน อาจจะให้น้องมีส่วน ช่วยแขวน หรือ พับ ชุดนักเรียนเตรียมไว้ เพื่อเป็นความภาคภูมิใจตอนเช้า "ที่หนูจะสวมชุดนักเรียนที่เตรียมไว้ด้วยตนเอง" เตรียมอุปกรณ์อาบน้ำแปรงฟัน และนัดแนะถึงความพร้อมในตอนเช้าให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน รวมทั้ง นัดหมายการปลุกให้ตื่น ตามเวลาด้วยเมื่อถึงเวลาเช้า แม้น้องจะอิดออด หรือ ร้องไห้ คุณแม่ต้องควบคุมอารมณ์ให้สงบ และบอกกับตนเองว่า จะต้องหนักแน่นไม่ลุแก่โทสะ และไม่เผลอตามใจน้อง จัดแจงให้น้องแปรงฟันอาบน้ำอย่างรวดเร็ว แต่งตัวไปโรงเรียน อย่างไม่หวั่นไหว ต่อการต่อสู้ดิ้นรน เมื่อน้องเสร็จสิ้นภารกิจและไปโรงเรียนแล้ว ให้คุณแม่ชมหรือติดดาวที่มีสีต่าง ๆในสมุดบันทึกความดีของน้อง (คุณแม่อาจสร้างสมุดนี้ขึ้นมาเองนะคะ) เพื่อสะท้อนความสำเร็จในแต่ละขั้น อย่างเป็นรูปธรรม และจูงใจให้น้องพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในวันต่อ ๆ ไปค่ะ

    อย่างไรก็ตาม การสร้างวินัยในลูก ต้องอาศัยความมีสติ ใจเย็น หนักแน่นและจริงจัง ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มวุฒิภาวะของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ ขอให้กำลังใจให้ประสบความสำเร็จ และน้องไปโรงเรียนอย่างมีความสุขนะคะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • wimonwan

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    คุณหมอค่ะ ตอนนี้ลูกอายุ 2 ขาว 6 เดืิอนยังไม่ได้ไปโรงเรียน น้องเป็นเด็กที่ขี้โมโห ไม่ชอบให้ใครมาแย่งของเล่นถ้ามีคนมาแย่งจะเข้าไปทำร้ายทันทีแต่ถ้าขอดีดีน้องจะแบ่งให้ค่ะ แบบนี้น้องจะเป็นคนโมโหร้ายหรือเปล่าค่ะ กลัวจะไปทำร้ายลูกคนอื่นเวลาไปโรงเรียนนะค่ะ

    2.น้องยังพูดฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็พอสื่อสารได้ค่ะ บางทีก็บอกว่าปาวฉี่ปวดถ่ายแต่บางทีก็ไม่ยอมบอกนะค่ะ เป็นแบบนี้พอจะให้ไปโรงเรียนได้ยังค่ะ

    1.ในวัยนี้ควรสื่อสารกันได้ระดับหนึ่งแล้ว และจำเป็นต้องรับรู้ด้วยว่า การทำร้ายผู้อื่นเป็นเรื่องต้องห้าม คุณแม่ควรบอกกล่าวลูกด้วยท่าทีจริงจังว่า หากมีใครมาแย่งของๆลูก ควรตอบโต้อย่างไร นับตั้งแต่ การบอกผู้ใหญ่ หรือเด็กคู่กรณีให้นำมาคืน หรืออย่างมากน้องแค่ดึงของให้แน่นเพื่อปกป้องไม่ให้ถูกแย่งชิง แต่ต้องไม่ใช่การทำร้ายเด็กอื่น เมื่อคุณแม่แนะนำพฤติกรรมเช่นนี้ได้แล้ว เมื่อลูกทำตามคำแนะนำ คุณแม่ควรชื่นชม จะทำให้ลูกมั่นใจในการทำเช่นนี้ ในทางกลับกัน หากลูกแสดงอาการโมโหร้ายและทำร้ายเด็กอื่น ลูกควรถูกควบคุมพฤติกรรมทันที ด้วยการจับมือแน่นๆ มองตาด้วยสายตาจริงจัง ห้ามไม่ให้ทำร้ายผู้อื่น รวมถึงอาจมีการลงโทษ ด้วยการงดเล่นของเล่นชิ้นนั้น หรือวิธีการที่เคยตกลงกัน การสอนให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์อย่างหมาะสมเช่นนี้ จะทำให้ลูกไม่เป็นเด็กโมโหร้ายในอนาคต

    2.โดยทั่วไปน้องวัยนี้ควรจะสื่อสารในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี ยกเว้นในกรณีที่มีความกังวล หรือมีปัญหาในเรื่องของการปรับตัว อาจทำให้เกิดปัญหานี้ได้ ซึ่งเด็กอาจมีความล่าช้าในการสื่อสารด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลองฝึกให้น้องบอกด้วยภาษาที่ง่ายๆ ชัดเจน ไม่วิตกกังวลใดๆ ต่อการ ปวดฉี่ ปวดถ่าย แต่หากยังมีข้อขัดข้อง ควรเรียนให้คุณครูที่โรงเรียนได้รับทราบ ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อช่วยพัฒนาน้องได้อย่างต่อเนื่องค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

  • Sasilak Ping

    เพศ : ไม่ระบุ
    อายุ : ไม่ระบุ
    น้ำหนัก : ไม่ระบุ
    สูง : ไม่ระบุ
    นมที่ลูกทาน : ไม่ระบุ

    ลูก 2 ขวบ 5 เดือน ไม่ค่อยชอบดื่มนม สูง 87 ซม. หนัก 12.5 กก. ทำอย่างไรดีคะ สูงน้อยกว่าเกณฑ์อยู่ใช่ไม๊คะ

    องค์ประกอบที่จะเกี่ยวข้องกับความสูงของลูก มีหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพันธุกรรม พ่อแม่ตัวเล็ก ลูกก็มีโอกาสตัวเล็กได้ การออกกำลังกายและการพักผ่อนที่เพียงพอ ก็มีส่วนสำคัญและยังมีผลต่อการอยากอาหารของลูกอีกด้วย คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตุว่าปัญหาความสูงของลูกเป็นจากเหตุอื่นนอกจากการไม่กินนมหรือไม่ เพื่อที่จะได้แก้ไขให้ต้องจุด
    ประเด็นของการสร้างนิสัยการชอบดื่มนมให้เด็ก สามารถทำร่วมกันได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นต้นแบบที่ดี คุณพ่อ คุณแม่ พี่ หรือเพื่อนๆที่ร่วมดื่มนมกันเป็นกลุ่ม ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลาย โดยการดื่มจากน้อยและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปริมาณและความถี่ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้กลิ่นหรือรสชาติความหวานของนมที่แต่งหรือปรุงรสมาเป็นตัวดึงดูดนะค่ะ เด็กควรมีความสุขและภูมิใจกับการดื่มนมรสธรรมชาติได้
    การส่งเสริมให้รักการดื่มนมสำหรับเด็กวัยนี้อาจทำได้จากการเล่านิทานผ่านตัวละครที่เค้าชื่นชม ว่าเป็นผู้ชอบดื่มนม ดื่มนมแล้วฉลาด แข็งแรง ตัวโต ดื่มนมแล้วปกป้องคนอื่นได้ และอีกหนึ่งเทคนิคคือการสร้างการมีส่วนร่วม เช่น การซื้อ การหิ้วกล่องนมจากบนชั้นด้วยตนเอง การฝึกรินใส่แก้วให้ผู้อื่น และร่วมดื่มนมจากฝีมือของเค้าเอง ความสามรถในการทำกิจกรรมจะเพิ่มพูนความสุขและความภูมิใจที่จะดื่มนมมากขึ้น
    เทคนิคนี้ยังใช้สร้างสุขนิสัยในการรับประทานอาหารอื่นๆได้อีกนะค่ะ

    พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์